วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

กระซ้าขาว Green Journey : One Day Trip สมุทรสาคร

 

กระซ้าขาว Green Journey : One Day Trip สมุทรสาคร

หนึ่งวันแห่งการเดินทาง เรียนรู้วิถีชุมชน สัมผัสธรรมชาติ และเติมความสุขให้ชีวิต


บางครั้ง…การเดินทางที่น่าประทับใจที่สุด อาจไม่ใช่การเดินทางไปยังสถานที่ห่างไกล แต่เป็นการได้ค้นพบความงดงามของธรรมชาติ วิถีชีวิต และภูมิปัญญาที่ซ่อนอยู่ใกล้ตัวเรา

ทริป One Day Trip @ กระซ้าขาว จ.สมุทรสาคร เป็นอีกหนึ่งการเดินทางที่ทำให้เราได้สัมผัสความสุขอย่างเรียบง่าย ตั้งแต่การไหว้พระในวัดเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน การล่องเรือชมระบบนิเวศคลองน้ำกร่อยและชายฝั่งทะเล การเรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกะปิที่สืบทอดกันมากว่าร้อยปี ไปจนถึงการลิ้มรสอาหารทะเลสด ๆ และการดูแลสุขภาพด้วยสมุนไพรท้องถิ่น

ทุกกิจกรรมเชื่อมโยงกันเป็นเรื่องราวของชุมชนเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยคุณค่า และทำให้เราเข้าใจว่า การท่องเที่ยวที่ดี ไม่ใช่เพียงการไปเยือน แต่คือการได้เรียนรู้และกลับมาพร้อมความทรงจำที่มีความหมาย




1.      เริ่มต้นวันดี ๆ ด้วยการไหว้พระ ณ วัดใหญ่บ้านบ่อ

เช้าวันใหม่ของเราเริ่มต้นด้วยความสงบ ณ วัดใหญ่บ้านบ่อ จังหวัดสมุทรสาคร วัดเก่าแก่ที่มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และความผูกพันกับชุมชนมาอย่างยาวนาน

เมื่อก้าวเข้าสู่บริเวณวัด เราได้มีโอกาสกราบสักการะพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต พร้อมชมโบสถ์โบราณอายุมากกว่า 300 ปี ที่ยังคงสะท้อนถึงศรัทธาและความวิจิตรของงานสถาปัตยกรรมในอดีต

โบสถ์เก่าแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ชุมชนบ้านบ่อ ที่เชื่อมโยงผู้คนกับสายน้ำและวิถีชีวิตริมคลองมาอย่างยาวนาน

การได้เดินชมสถานที่จริง ฟังเรื่องราวความเป็นมา และสัมผัสบรรยากาศอันสงบงาม ทำให้เราได้ย้อนเวลากลับไปเรียนรู้รากเหง้าของชุมชน

บางครั้งความสุขก็เริ่มต้นจากการได้หยุดนิ่ง สงบใจ และเปิดรับเรื่องราวดี ๆ ที่อยู่รอบตัวเรา




2. ล่องเรือชมระบบนิเวศคลองน้ำกร่อยและชายฝั่ง


หลังจากอิ่มบุญและอิ่มใจจากการไหว้พระ เราออกเดินทางด้วยเรือ เพื่อสัมผัสธรรมชาติและวิถีชีวิตของชุมชนประมงชายฝั่งกระซ้าขาว

สองข้างทางเต็มไปด้วยทัศนียภาพของคลองน้ำกร่อยที่เชื่อมโยงกับพื้นที่ชายฝั่งทะเล เป็นระบบนิเวศที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของผู้คนและสิ่งมีชีวิตนานาชนิด

น้ำกร่อยที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างน้ำจืดและน้ำทะเล เป็นแหล่งอาศัยและแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน ทั้งกุ้ง หอย ปู และปลาหลากหลายชนิด

ระหว่างทาง เรายังได้ชมพืชพันธุ์ท้องถิ่น เช่น

  • ต้นจาก พืชชายฝั่งที่มีประโยชน์หลากหลาย ทั้งใบจากที่นำมาห่อขนม และผลจากที่นำมารับประทาน
  • พืชป่าชายเลน ที่ช่วยยึดเกาะดิน ลดการกัดเซาะชายฝั่ง และเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ
  • ชะคราม พืชท้องถิ่นที่ทนต่อสภาพดินเค็ม สามารถนำมาประกอบอาหารได้อย่างหลากหลาย

การล่องเรือครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การชมวิว แต่เป็นการเรียนรู้ระบบนิเวศที่มีชีวิต และเข้าใจว่าทรัพยากรธรรมชาติเป็นรากฐานสำคัญของชุมชนชายฝั่ง

เมื่อเราเห็นความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติและผู้คนอย่างใกล้ชิด ก็ยิ่งตระหนักว่า การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ เมื่อเราเห็นความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติและผู้คนอย่างใกล้ชิด ก็ยิ่งตระหนักว่า การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้




 3. เรียนรู้ภูมิปัญญา 100 ปี กับการทำกะปิกระซ้าขาว


หนึ่งในไฮไลต์ที่ทำให้ทริปนี้พิเศษ คือการได้เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำ กะปิกระซ้าขาว ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่สะท้อนถึงความชำนาญและความผูกพันของชาวประมงกับท้องทะเล

กะปิไม่ได้เป็นเพียงเครื่องปรุงรสในครัวไทย แต่ยังเป็นผลผลิตที่เกิดจากการสังเกตธรรมชาติ การเลือกวัตถุดิบ และการเรียนรู้กระบวนการถนอมอาหารที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น

กว่า 


100 ปีของภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดต่อกันมา ทำให้เราได้เห็นว่าความรู้ของคนในชุมชนมีคุณค่าเพียงใดในกิจกรรมนี้ เราได้สัมผัสกระบวนการทำกะปิ ตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบ การหมัก การดูแลคุณภาพ ไปจนถึงการทำความเข้าใจว่ากะปิที่ดีเกิดจากความใส่ใจในทุกขั้นตอน

และแน่นอนว่า…เมื่อได้เรียนรู้แล้ว ก็ต้องไม่พลาดชิมกะปิท้องถิ่น พร้อมเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากชุมชนกลับบ้าน

การได้พูดคุยกับผู้ผลิตโดยตรง ทำให้เราเข้าใจคุณค่าของอาหารพื้นบ้านมากกว่าการซื้อสินค้าเพียงอย่างเดียว

นี่คือเสน่ห์ของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร หรือ Gastronomy Tourism ที่ทำให้ทุกคำมีเรื่องราว 



4. ช้อปอาหารทะเลสดและแห้ง ในราคาย่อมเยา

มาถึงชุมชนประมงชายฝั่งทั้งที จะพลาดการเลือกซื้ออาหารทะเลได้อย่างไร!



กระซ้าขาวเป็นพื้นที่ที่มีความผูกพันกับการประมงมาอย่างยาวนาน เราจึงได้มีโอกาสเลือกซื้ออาหารทะเลสดและอาหารทะเลแปรรูปจากชุมชน ไม่ว่าจะเป็นกุ้ง หอย ปู ปลา หรือผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแห้ง

สิ่งที่น่าประทับใจคือการได้เลือกซื้อวัตถุดิบจากแหล่งผลิตโดยตรง ในราคาที่เป็นมิตรกับกระเป๋าเงิน

นอกจากจะได้ของดีกลับบ้านแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนรายได้ให้กับชาวประมงและผู้ประกอบการในชุมชนอีกด้วย

เพราะทุกการจับจ่ายของนักท่องเที่ยว คืออีกหนึ่งแรงสนับสนุนที่ช่วยให้เศรษฐกิจท้องถิ่นเติบโตอย่างยั่งยืน


5. อิ่มอร่อยกับอาหารทะเลสด และเมนูจากพืชท้องถิ่น


 





 หนึ่งในความสุขที่ขาดไม่ได้ของการเดินทาง คือการได้ลิ้มลองอาหารอร่อย ๆ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น

มื้ออาหารของเราที่กระซ้าขาวเต็มไปด้วยวัตถุดิบจากท้องทะเลและพืชผักท้องถิ่นที่นำมาปรุงอย่างพิถีพิถัน

ไม่ว่าจะเป็นอาหารทะเลสด ๆ น้ำพริกกะปิที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ หรือเมนูจากใบชะคราม พืชท้องถิ่นที่เติบโตได้ดีในพื้นที่ดินเค็ม

ใบชะครามสามารถนำมาปรุงอาหารได้หลายรูปแบบ ทั้งยำ ไข่เจียว หรือรับประทานเป็นผักเคียง ซึ่งช่วยเพิ่มสีสันและรสชาติให้กับมื้ออาหารได้อย่างลงตัว

อาหารแต่ละจานจึงไม่ได้มีเพียงความอร่อย แต่ยังเป็นการถ่ายทอดเรื่องราวของทรัพยากรธรรมชาติและภูมิปัญญาการกินอยู่ของชุมชน

จากทะเลสู่จานอาหาร ทุกคำคือความสดใหม่ และทุกเมนูคือความภาคภูมิใจของคนในท้องถิ่น


7. Wellness จากธรรมชาติ เรียนรู้สมุนไพรท้องถิ่น

นอกจากการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรมแล้ว กระซ้าขาวยังมอบประสบการณ์การดูแลสุขภาพที่เชื่อมโยงกับภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย

เราได้เรียนรู้การนำสมุนไพรท้องถิ่นมาใช้ในกิจกรรม Wellness ผ่านการทำสมุนไพรแช่เท้าและสบู่สมุนไพร


วัตถุดิบที่นำมาใช้ ได้แก่

  • เหงือกปลาหมอ สมุนไพรพื้นบ้านที่มีการใช้ในตำรับยาไทยและภูมิปัญญาการดูแลผิว
  • ใบชะคราม พืชท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งด้านอาหารและการเรียนรู้สมุนไพร
  • ดอกเกลือ ผลผลิตจากนาเกลือที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาการทำนาเกลือของชุมชนชายฝั่ง

กิจกรรมการแช่เท้าด้วยสมุนไพรช่วยให้เราได้ผ่อนคลายหลังจากการเดินทาง ขณะที่การเรียนรู้การทำสบู่สมุนไพรเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ทำให้เห็นคุณค่าของวัตถุดิบธรรมชาติ

ภูมิปัญญาท้องถิ่นมีการนำสมุนไพรบางชนิดมาใช้เพื่อบรรเทาอาการระคายเคืองหรือการอักเสบของผิวหนัง แต่การใช้จริงควรคำนึงถึงความเหมาะสมของวัตถุดิบและความปลอดภัย โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย

กิจกรรมนี้จึงเป็นมากกว่าการผ่อนคลาย แต่เป็นการเปิดมุมมองใหม่ให้เราได้เรียนรู้การดูแลสุขภาพอย่างสมดุล ผ่านธรรมชาติและภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมา

 



8. เก็บผักอินทรีย์สด ๆ จากแปลงไร้สารพิษ

 





ปิดท้ายประสบการณ์ด้วยกิจกรรมที่เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความสุข กับการได้เดินชมแปลงผักอินทรีย์และเก็บผักสด ๆ ด้วยตัวเอง

ท่ามกลางบรรยากาศสีเขียว เราได้สัมผัสความสดของผักที่ปลูกด้วยความใส่ใจ พร้อมเรียนรู้แนวคิดการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

การได้เก็บผักจากแปลงด้วยตัวเอง ทำให้เราเข้าใจถึงความสำคัญของอาหารที่มาจากแหล่งผลิตที่ใส่ใจธรรมชาติ

จากผักสดในแปลง สู่มื้ออาหารบนโต๊ะ ทุกขั้นตอนสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน อาหาร และสิ่งแวดล้อม

เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมเล็ก ๆ ที่ช่วยเติมเต็มแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอย่างยั่งยืนได้อย่างงดงาม

กระซ้าขาว…หนึ่งวัน ที่มากกว่าการท่องเที่ยว







เมื่อสิ้นสุดการเดินทางในหนึ่งวัน เราได้กลับบ้านพร้อมความทรงจำมากมาย

เราได้กราบพระและสัมผัสประวัติศาสตร์ที่มีอายุมากกว่า 300 ปี

ได้ล่องเรือชมธรรมชาติและเรียนรู้ระบบนิเวศคลองน้ำกร่อย

ได้สัมผัสภูมิปัญญาการทำกะปิที่สืบทอดกันมากว่าร้อยปี

ได้ลิ้มลองอาหารทะเลสด ๆ และเมนูพืชท้องถิ่น

ได้เรียนรู้การทำขนมจากโบราณ

ได้ผ่อนคลายกับกิจกรรมสมุนไพรแช่เท้าและสบู่สมุนไพร

และได้เก็บผักอินทรีย์สด ๆ จากแปลงด้วยตัวเอง

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในหนึ่งวัน แต่กลับมอบประสบการณ์ที่มีคุณค่าและความหมายมากกว่าที่คิด

กระซ้าขาว Green Journey จึงเป็นการเดินทางที่ไม่ได้มอบเพียงความสุขให้กับนักท่องเที่ยว แต่ยังช่วยสนับสนุนชุมชน ส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสร้างความภาคภูมิใจให้กับภูมิปัญญาท้องถิ่น

เพราะการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน คือการเดินทางที่ทำให้ทั้งผู้มาเยือนและเจ้าบ้านมีความสุขไปด้วยกัน

หากคุณกำลังมองหาทริปใกล้กรุงเทพฯ ที่ได้ทั้งความสงบ ธรรมชาติ อาหารอร่อย และประสบการณ์ที่แตกต่าง…

ลองเปิดใจให้กับกระซ้าขาว จังหวัดสมุทรสาคร

แล้วคุณจะพบว่า…

ความสุขของการเดินทาง อาจไม่ได้อยู่ที่ระยะทาง แต่อยู่ที่เรื่องราวและความประทับใจที่เราได้พบระหว่างทาง



กระซ้าขาว

Green Journey

• KEEP PEOPLE

• KEEP NATURE

                                                                    • KEEP CULTURE








วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ภูฏาน…เส้นทางที่ความสุขเดินเข้ามาหาเรา บันทึกการเดินทาง 7 วัน 6 คืน | ทิมพู – พูนาคา – พาโร | 20–26 มิถุนายน 2569

ภูฏาน…เส้นทางที่ความสุขเดินเข้ามาหาเรา บันทึกการเดินทาง 7 วัน 6 คืน |  ทิมพู – พูนาคา - พาโร | 20–26 มิถุนายน 2569



ประเทศที่ไม่ได้ถามว่า "เศรษฐกิจโตเท่าไร"
แต่ถามว่า "ผู้คนมีความสุขแค่ไหน"

บางที ตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุด
อาจไม่ใช่ GDP 
แต่คือ GNH 
Gross National Happiness



เครื่องบินภูฏานแอร์ไลน์ค่อย ๆ ร่อนลงสู่สนามบินนานาชาติพาโร หนึ่งในสนามบินที่ขึ้นชื่อว่าลงจอดยากและงดงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เพราะมันซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขาหิมาลัย เครื่องเอียงปีกเลาะไปตามไหล่เขาราวกับร่อนผ่านความฝัน และเมื่อล้อแตะพื้น ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้คือ เรามาถึงดินแดนที่ต่างออกไปจากทุกที่ที่เคยไป 

การต้อนรับที่อบอุ่นเกินคาดเริ่มต้นทันที ท่านรินโปเชและคณะสงฆ์ภูฏานมอบ "ตาชิ คัฑฒะ" ผ้าพันคอสีขาวบริสุทธิ์ อันเป็นสัญลักษณ์ของความปรารถนาดีและคำอวยพรอันงดงาม คล้องไว้รอบคอพวกเราทุกคน เป็นช่วงเวลาที่เรียบง่ายแต่ตรึงใจ ราวกับแผ่นดินนี้กำลังบอกว่า "ยินดีต้อนรับ"


ระหว่างทางผ่านสามเมือง — พาโร ทิมพู และพูนาคา — เป็นภาพที่ตาไม่อยากละไปไหน บ้านไม้หลังคาแหลมแบบดั้งเดิม นาขั้นบันไดเขียวขจีไล่ลดหลั่นตามไหล่เขา และศิลปะแบบภูฏานที่สอดแทรกอยู่ในทุกหนแห่ง ตั้งแต่ลวดลายบนบานหน้าต่าง ไปจนถึงจิตรกรรมบนกำแพงวัด เราได้สัมผัสทั้งอากาศเย็นสบายของขุนเขา และรสชาติอาหารท้องถิ่นที่เน้นพริกและชีสอันเป็นเอกลักษณ์ ทุกอย่างถูกถักทอด้วยศรัทธาในพุทธศาสนานิกายวัชรยานที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตของผู้คนที่นี่อย่างลึกซึ้ง

ประสบการณ์ที่ทำให้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนนี้อย่างแท้จริง คือ การได้สวมชุดประจำชาติภูฏาน ผู้ชายสวม "โก" (Gho) ผู้หญิงสวม "คีร่า" (Kira) พร้อมผ้าพาดบ่าสีขาวตามธรรมเนียม เมื่อทั้งคณะกว่า 300 คนยืนรวมกันในลานกว้างของซอง สีสันของผ้าทอลวดลายภูฏานที่ฉูดฉาดงดงามก็กลายเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจลืมเลือน การได้แต่งกายเช่นนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อถ่ายรูป แต่คือการได้ก้าวเข้าไปอยู่ในวัฒนธรรมของเขาอย่างเต็มหัวใจ

หัวใจของการเดินทางคือมิติทางจิตวิญญาณ เราได้ร่วม พิธีจุดประทีปเนย (Butter Lamp Offering) ถวายแสงสว่างเปรียบดั่งการจุดแสงแห่งปัญญาเพื่อขจัดความมืดแห่งอวิชชา เปลวเทียนนับร้อยดวงที่เรียงรายส่องประกายในวิหาร และสวดมนต์ นั่งสมาธิ ในวิหารที่งดงามด้วยจิตรกรรมฝาผนังหลากสี ได้เป็นภาพที่เติมความสงบเย็นให้กับใจอย่างที่ไม่อาจวัดเป็นตัวเลขได้ 






ความเป็นสิริมงคลสูงสุดของทริปนี้ คือการร่วม พิธีถวายพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทยแด่พระสังฆราชแห่งภูฏาน อันเป็นสิริมงคลแก่ทั้งสองแผ่นดิน และได้เข้า กราบสักการะสมเด็จพระสังฆราช (เจ เคนโป) แห่งภูฏาน ในงานพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่นาน ๆ จะจัดขึ้นสักครั้ง พระองค์ประทับบนบัลลังก์ที่ประดับด้วยมวลดอกไม้นานาสีสันอย่างวิจิตรงดงาม ท่ามกลางพระสงฆ์ภูฏานนับพันรูปในจีวรสีแดงเข้มที่มาชุมนุมร่วมพิธีอย่างเนืองแน่น เป็นภาพแห่งศรัทธาอันยิ่งใหญ่ที่ยากจะหาชมที่ใดในโลก และเป็นโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิตอย่างแท้จริง








เช่นเดียวกับการได้ขึ้นไป สักการะองค์หลวงพ่อสัจจธรรม (Buddha Dordenma) พระพุทธรูปสำริดองค์ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ประดิษฐานอย่างสง่างามเหนือหุบเขา ทอดสายตามองเห็นเมืองทิมพูทั้งเมือง การได้พนมมือยืนอยู่เบื้องหน้าพระพักตร์อันสงบนิ่ง ใต้ท้องฟ้าหิมาลัยที่กว้างใหญ่ ทำให้รู้สึกถึงความเล็กของตัวเอง และความสงบที่ยิ่งใหญ่ในเวลาเดียวกัน


และเป็นเกียรติอย่างหาที่สุดมิได้ เมื่อท่านรินโปเชเมตตา รับรองอาหารกลางวันแก่คณะของเราที่สำนักงานของท่าน ในห้องรับรองที่ตกแต่งด้วยผ้าและลวดลายมงคลแบบภูฏาน ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง ก่อนที่ท่านจะ ประกอบพิธีเจิมและคล้องประคำศักดิ์สิทธิ์ พร้อมมอบของมงคล ให้กับพวกเราเป็นรายบุคคลด้วยมือของท่านเอง เป็นความเมตตาที่ตราตรึงและเป็นมงคลแก่ชีวิต

อีกหนึ่งช่วงเวลาอันศักดิ์สิทธิ์ คือการได้ กราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุ ที่ประดิษฐานอย่างงดงามภายในสถูปจำลองเงินทองประดับอัญมณีอันวิจิตร เรียงรายอยู่ในตู้บูชา ภายใต้แสงเทียนเนยที่ส่องสว่างนวลตา การได้น้อมกราบเบื้องหน้าพระธาตุ คือการเติมเต็มศรัทธาให้สมบูรณ์ในดินแดนแห่งพุทธศาสนาวัชรยานแห่งนี้








ไฮไลต์ที่ภาคภูมิใจที่สุดคือ การได้มีส่วนร่วมเปิดประตูการค้าผ่านงาน Bhutan -Believe • Thailand Connect งานแสดงสินค้ากระชับสัมพันธ์ไทย–ภูฏาน (Thai Fair 2026) ณ ลานหอนาฬิกาประจำเมืองทิมพู ภายใต้แนวคิด Where Happiness Finds You งานครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก Hon’ble Lyonpo, HE Mr. Gem Tshering of the Ministry of Energy & Natural Resources (MoENR) ฯพณฯ  เจม เชอริง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ และ H.E. Lyonpo D.N. Dhungyel, Hon’ble Minister for Foreign Affairs and External Trade ฯพณฯ ลยอนโป ดี.เอ็น. ดุงเยล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการค้าต่างประเทศ ประเทศภูฎาณ มาเป็นประธานเปิดงาน ร่วมกับ อาจารย์วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ตัวแทนรัฐบาลไทย และยังเป็นโอกาสที่ได้แนะนำบทบาทขององค์กร สสปน. (TCEB) และมอบหนังสือ MICE UNESCO THAILAND ต่อท่านรัฐมนตรี เป็นการเชื่อมโยงผู้คน มิตรภาพ และโอกาสทางเศรษฐกิจของสองราชอาณาจักรอย่างเป็นรูปธรรม











 ในมิติทางวิชาการและธุรกิจ เรายังได้ร่วมเวที Bhutan–Thailand Trade, Tourism and Entrepreneurship Summit 2026 ณ มหาวิทยาลัยภูฏาน ซึ่งได้รับเกียรติจาก Mr.Dadho Damcho Rinzin ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งภูฏานมาเป็นประธาน พร้อมร่วมเสวนาและบรรยายถึงสถานการณ์และทิศทางการท่องเที่ยวของภูฏาน ท่ามกลางผู้เข้าฟังกว่า 350 คน เป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และวิสัยทัศน์ที่เปิดมุมมองใหม่ ๆ ในการเชื่อมโยงด้านการค้า การท่องเที่ยว และการประกอบการระหว่างสองประเทศให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน 










ค่ำคืนหนึ่งที่ตราตรึงเป็นพิเศษ คือมื้อ Gala Dinner สุดประณีต ณ โรงแรมริมแม่น้ำ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Bhutan Meets Thailand: A Culinary Journey Between Two Kingdoms โต๊ะอาหารถูกออกแบบอย่างวิจิตรในธีมสีธงชาติภูฏาน — เหลืองและส้ม — ประดับด้วยดอกลิลลี่สด พริก ส้ม และผักหลากสีเรียงเป็นแนวยาวกลางโต๊ะ งดงามราวงานศิลปะ รังสรรค์ Food Stylish  โดย อ.ขาบ สุทธิพงษ์ สุริยะ พร้อมไปกับการปรุงสุดยอดอาหารฝีมือของ เชฟเคน  วัชรวีร์ วิเสทโภชนาทิพย์ ผู้นำเสนอเมนูไฟน์ไดนิ่งที่ผสานวัตถุดิบท้องถิ่นภูฏานเข้ากับรสชาติไทยอย่างลงตัว ตั้งแต่ชีสภูฏานชุบเกล็ดขนมปังทอดเสิร์ฟกับซอสมะม่วงรสเผ็ด คาร์ปาชโชลูกพีชและแอปเปิล ครีมซุปหน่อไม้ฝรั่งกลิ่นแกงเขียวหวานไทย ไก่ย่างเสิร์ฟกับข้าวแดงภูฏานราดซอสแกงใต้ ปิดท้ายด้วยลูกแพร์ตุ๋นไวน์แดงเสิร์ฟกับไอศกรีมวานิลลา ทุกจานเล่าเรื่องราวของสองวัฒนธรรมที่มาบรรจบกัน และค่ำคืนนี้ยังได้รับเกียรติจาก The Hon’ble Agriculture and Livestock Minister, Lyonpo Younten Phuntsho,  นายยอนโป ยุนเทน พุนท์โช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและปศุสัตว์ แห่งภูฏาน มากล่าวต้อนรับ เติมความอบอุ่นและความหมายให้กับมิตรภาพของสองแผ่นดินอีกบททดสอบที่จะจดจำไป










 






 

อีกบททดสอบที่จะจดจำไปอีกนานคือ การพิชิต วัดถ้ำเสือ (Taktsang – Tiger's Nest) อารามศักดิ์สิทธิ์ที่เกาะอยู่บนหน้าผาสูงเหนือหุบเขา เราท้าทายทั้งร่างกายและจิตใจด้วยการขึ้นเขา บางช่วงขี่ม้าไต่ไปตามทางลาดชัน เพื่อขึ้นไปกราบขอพร ณ สถานที่ที่ตำนานเล่าว่าพระคุรุปัทมสัมภวะเหาะมาบนหลังเสือ เมื่อยืนพนมมืออยู่เบื้องหน้าวัด สายลม ธงมนตร์ และวิวเบื้องล่าง ทำให้ความเหนื่อยล้าทั้งหมดกลายเป็นความอิ่มเอม








และเพื่อปลอบประโลมร่างกายหลังการเดินเขา กว่า 6 ชั่วโมง (8.00-16.00 น. แวะพักเป็นช่วงๆ) เราได้ลองสัมผัส การแช่น้ำร้อนหินเผาแบบภูฏาน (Hot Stone Bath) ภูมิปัญญาพื้นบ้านที่นำหินแม่น้ำเผาไฟจนร้อนแดงมาหย่อนลงในรางไม้ที่แช่สมุนไพรท้องถิ่น ความร้อนจากหินค่อย ๆ ปล่อยแร่ธาตุและกลิ่นหอมของใบไม้ออกมา ผ่อนคลายกล้ามเนื้อและคลายความเมื่อยล้าได้อย่างน่าอัศจรรย์ เป็นการปิดท้ายวันที่สมบูรณ์แบบในแบบฉบับของชาวหิมาลัย



และสิ่งที่ทำให้ทริปนี้สมบูรณ์ที่สุด คือ มิตรภาพจากเพื่อนร่วมทาง ขอบคุณพี่ตรีและทีมงาน Wonderlust, ดร.สุเทพ นายกสมาคม พี่เต้ย, พี่ตง จากสมาคม สธทท., อ.ขาบ, เชฟเคน, คุณหญิง, เจ้าแอ พี่เอ และผู้ร่วมเดินทางในทริปประวัติศาสตร์กว่า 300 คน ที่ร่วมกันสร้างความทรงจำอันงดงามนี้ขึ้นมา


PEMARAGA Hotel (Timpu)



River Valley (Punakha)



Lhayhuel Resort & Spa (Paro)










ภูฏานอาจเป็นเพียงจุดหมายปลายทาง แต่ความสุขที่แท้จริงคือสิ่งที่เราพากลับมาในหัวใจ และมันได้เดินทางมาพบเราแล้ว…ผ่านขุนเขา ผ่านศรัทธา และผ่านมิตรภาพที่ไม่รู้ลืม