วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ภูฏาน…เส้นทางที่ความสุขเดินเข้ามาหาเรา บันทึกการเดินทาง 7 วัน 6 คืน | ทิมพู – พูนาคา – พาโร | 20–26 มิถุนายน 2569

ภูฏาน…เส้นทางที่ความสุขเดินเข้ามาหาเรา บันทึกการเดินทาง 7 วัน 6 คืน | พาโร - ทิมพู – พูนาคา  | 20–26 มิถุนายน 2569


ประเทศที่ไม่ได้ถามว่า "เศรษฐกิจโตเท่าไร"
แต่ถามว่า "ผู้คนมีความสุขแค่ไหน"

บางที ตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุด
อาจไม่ใช่ GDP 
แต่คือ GNH 
Gross National Happiness



เครื่องบินภูฏานแอร์ไลน์ค่อย ๆ ร่อนลงสู่สนามบินนานาชาติพาโร หนึ่งในสนามบินที่ขึ้นชื่อว่าลงจอดยากและงดงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เพราะมันซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขาหิมาลัย เครื่องเอียงปีกเลาะไปตามไหล่เขาราวกับร่อนผ่านความฝัน และเมื่อล้อแตะพื้น ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้คือ เรามาถึงดินแดนที่ต่างออกไปจากทุกที่ที่เคยไป 

การต้อนรับที่อบอุ่นเกินคาดเริ่มต้นทันที ท่านรินโปเชและคณะสงฆ์ภูฏานมอบ "ตาชิ คัฑฒะ" ผ้าพันคอสีขาวบริสุทธิ์ อันเป็นสัญลักษณ์ของความปรารถนาดีและคำอวยพรอันงดงาม คล้องไว้รอบคอพวกเราทุกคน เป็นช่วงเวลาที่เรียบง่ายแต่ตรึงใจ ราวกับแผ่นดินนี้กำลังบอกว่า "ยินดีต้อนรับ"


ระหว่างทางผ่านสามเมือง — พาโร ทิมพู และพูนาคา — เป็นภาพที่ตาไม่อยากละไปไหน บ้านไม้หลังคาแหลมแบบดั้งเดิม นาขั้นบันไดเขียวขจีไล่ลดหลั่นตามไหล่เขา และศิลปะแบบภูฏานที่สอดแทรกอยู่ในทุกหนแห่ง ตั้งแต่ลวดลายบนบานหน้าต่าง ไปจนถึงจิตรกรรมบนกำแพงวัด เราได้สัมผัสทั้งอากาศเย็นสบายของขุนเขา และรสชาติอาหารท้องถิ่นที่เน้นพริกและชีสอันเป็นเอกลักษณ์ ทุกอย่างถูกถักทอด้วยศรัทธาในพุทธศาสนานิกายวัชรยานที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตของผู้คนที่นี่อย่างลึกซึ้ง

ประสบการณ์ที่ทำให้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนนี้อย่างแท้จริง คือ การได้สวมชุดประจำชาติภูฏาน ผู้ชายสวม "โก" (Gho) ผู้หญิงสวม "คีร่า" (Kira) พร้อมผ้าพาดบ่าสีขาวตามธรรมเนียม เมื่อทั้งคณะกว่า 300 คนยืนรวมกันในลานกว้างของซอง สีสันของผ้าทอลวดลายภูฏานที่ฉูดฉาดงดงามก็กลายเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจลืมเลือน การได้แต่งกายเช่นนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อถ่ายรูป แต่คือการได้ก้าวเข้าไปอยู่ในวัฒนธรรมของเขาอย่างเต็มหัวใจ

หัวใจของการเดินทางคือมิติทางจิตวิญญาณ เราได้นั่งสมาธิและสวดมนต์ในวิหารที่งดงามด้วยจิตรกรรมฝาผนังหลากสี ได้ร่วม พิธีถวายพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทยแด่พระสังฆราชแห่งภูฏาน อันเป็นสิริมงคลแก่ทั้งสองแผ่นดิน และร่วม พิธีจุดประทีปเนย (Butter Lamp Offering) ถวายแสงสว่างเปรียบดั่งการจุดแสงแห่งปัญญาเพื่อขจัดความมืดแห่งอวิชชา เปลวเทียนนับร้อยดวงที่เรียงรายส่องประกายในวิหาร เป็นภาพที่เติมความสงบเย็นให้กับใจอย่างที่ไม่อาจวัดเป็นตัวเลขได้ 






ความเป็นสิริมงคลสูงสุดของทริปนี้ คือการได้เข้า กราบสักการะสมเด็จพระสังฆราช (เจ เคนโป) แห่งภูฏาน ในงานพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่นาน ๆ จะจัดขึ้นสักครั้ง พระองค์ประทับบนบัลลังก์ที่ประดับด้วยมวลดอกไม้นานาสีสันอย่างวิจิตรงดงาม ท่ามกลางพระสงฆ์ภูฏานนับพันรูปในจีวรสีแดงเข้มที่มาชุมนุมร่วมพิธีอย่างเนืองแน่เป็นภาพแห่งศรัทธาอันยิ่งใหญ่ที่ยากจะหาชมที่ใดในโลก และเป็นโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิตอย่างแท้จริง




เช่นเดียวกับการได้ขึ้นไป สักการะองค์หลวงพ่อสัจจธรรม (Buddha Dordenma) พระพุทธรูปสำริดองค์ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลประดิษฐานอย่างสง่างามเหนือหุบเขา ทอดสายตามองเห็นเมืองทิมพูทั้งเมือง การได้พนมมือยืนอยู่เบื้องหน้าพระพักตร์อันสงบนิ่ง ใต้ท้องฟ้าหิมาลัยที่กว้างใหญ่ ทำให้รู้สึกถึงความเล็กของตัวเอง และความสงบที่ยิ่งใหญ่ในเวลาเดียวกัน


และเป็นเกียรติอย่างหาที่สุดมิได้ เมื่อท่านรินโปเชเมตตา รับรองอาหารกลางวันแก่คณะของเราที่สำนักงานของท่าน ในห้องรับรองที่ตกแต่งด้วยผ้าและลวดลายมงคลแบบภูฏาท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง ก่อนที่ท่านจะ ประกอบพิธีเจิมและคล้องประคำศักดิ์สิทธิ์ พร้อมมอบของมงคล ให้กับพวกเราเป็นรายบุคคลด้วยมือของท่านเอง เป็นความเมตตาที่ตราตรึงและเป็นมงคลแก่ชีวิต

อีกหนึ่งช่วงเวลาอันศักดิ์สิทธิ์ คือการได้ กราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุ ที่ประดิษฐานอย่างงดงามภายในสถูปจำลองเงินทองประดับอัญมณีอันวิจิตร เรียงรายอยู่ในตู้บูชา ภายใต้แสงเทียนเนยที่ส่องสว่างนวลตา การได้น้อมกราบเบื้องหน้าพระธาตุ คือการเติมเต็มศรัทธาให้สมบูรณ์ในดินแดนแห่งพุทธศาสนาวัชรยานแห่งนี้








ไฮไลต์ที่ภาคภูมิใจที่สุดคือ การได้มีส่วนร่วมเปิดประตูการค้าผ่านงาน Bhutan -Believe • Thailand Connect งานแสดงสินค้ากระชับสัมพันธ์ไทย–ภูฏาน (Thai Fair 2026) ณ ลานหอนาฬิกาประจำเมืองทิมพู ภายใต้แนวคิด Where Happiness Finds You งานครั้งนี้ได้รับเกียรติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ มาเป็นประธานเปิดงานร่วมกับ อาจารย์วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ตัวแทนรัฐบาลไทย และยังเป็นโอกาสที่ได้แนะนำบทบาทขององค์กร สสปน. (TCEB) ต่อท่านรัฐมนตรี เป็นการเชื่อมโยงผู้คน มิตรภาพ และโอกาสทางเศรษฐกิจของสองราชอาณาจักรอย่างเป็นรูปธรรม





 ในมิติทางวิชาการและธุรกิจ เรายังได้ร่วมเวที Bhutan–Thailand Trade, Tourism and Entrepreneurship Summit 2026มหาวิทยาลัยภูฏาน ซึ่งได้รับเกียรติจาก Mr.Dadho Damcho Rinzin ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งภูฏานมาเป็นประธาน พร้อมร่วมเสวนาและบรรยายถึงสถานการณ์และทิศทางการท่องเที่ยวของภูฏาน ท่ามกลางผู้เข้าฟังกว่า 350 คน เป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และวิสัยทัศน์ที่เปิดมุมมองใหม่ ๆ ในการเชื่อมโยงด้านการค้า การท่องเที่ยว และการประกอบการระหว่างสองประเทศให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน 




ค่ำคืนหนึ่งที่ตราตรึงเป็นพิเศษ คือมื้อ Gala Dinner สุดประณีต ณ โรงแรมริมแม่น้ำ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Bhutan Meets Thailand: A Culinary Journey Between Two Kingdoms โต๊ะอาหารถูกออกแบบอย่างวิจิตรในธีมสีธงชาติภูฏาน — เหลืองและส้ม — ประดับด้วยดอกลิลลี่สด พริก ส้ม และผักหลากสีเรียงเป็นแนวยาวกลางโต๊ะ งดงามราวงานศิลปะ มื้อนี้รังสรรค์ขึ้นด้วยฝีมือของ เชฟเคน ผู้นำเสนอเมนูไฟน์ไดนิ่งที่ผสานวัตถุดิบท้องถิ่นภูฏานเข้ากับรสชาติไทยอย่างลงตัว ตั้งแต่ชีสภูฏานชุบเกล็ดขนมปังทอดเสิร์ฟกับซอสมะม่วงรสเผ็ด คาร์ปาชโชลูกพีชและแอปเปิล ครีมซุปหน่อไม้ฝรั่งกลิ่นแกงเขียวหวานไทย ไก่ย่างเสิร์ฟกับข้าวแดงภูฏานราดซอสแกงใต้ ปิดท้ายด้วยลูกแพร์ตุ๋นไวน์แดงเสิร์ฟกับไอศกรีมวานิลลา ทุกจานเล่าเรื่องราวของสองวัฒนธรรมที่มาบรรจบกัน และค่ำคืนนี้ยังได้รับเกียรติจากรัฐมนตรีท่องเที่ยวแห่งภูฏานมากล่าวต้อนรับ เติมความอบอุ่นและความหมายให้กับมิตรภาพของสองแผ่นดินอีกบททดสอบที่จะจดจำไป






 






 

อีกบททดสอบที่จะจดจำไปอีกนานคือ การพิชิต วัดถ้ำเสือ (Taktsang – Tiger's Nest) อารามศักดิ์สิทธิ์ที่เกาะอยู่บนหน้าผาสูงเหนือหุบเขา เราท้าทายทั้งร่างกายและจิตใจด้วยการขึ้นเขา บางช่วงขี่ม้าไต่ไปตามทางลาดชัน เพื่อขึ้นไปกราบขอพร ณ สถานที่ที่ตำนานเล่าว่าพระคุรุปัทมสัมภวะเหาะมาบนหลังเสือ เมื่อยืนพนมมืออยู่เบื้องหน้าวัด สายลม ธงมนตร์ และวิวเบื้องล่าง ทำให้ความเหนื่อยล้าทั้งหมดกลายเป็นความอิ่มเอม







และเพื่อปลอบประโลมร่างกายหลังการเดินเขา เราได้ลองสัมผัส การแช่น้ำร้อนหินเผาแบบภูฏาน (Hot Stone Bath) ภูมิปัญญาพื้นบ้านที่นำหินแม่น้ำเผาไฟจนร้อนแดงมาหย่อนลงในรางไม้ที่แช่สมุนไพรท้องถิ่น ความร้อนจากหินค่อย ๆ ปล่อยแร่ธาตุและกลิ่นหอมของใบไม้ออกมา ผ่อนคลายกล้ามเนื้อและคลายความเมื่อยล้าได้อย่างน่าอัศจรรย์ เป็นการปิดท้ายวันที่สมบูรณ์แบบในแบบฉบับของชาวหิมาลัย



และสิ่งที่ทำให้ทริปนี้สมบูรณ์ที่สุด คือ มิตรภาพจากเพื่อนร่วมทาง ขอบคุณพี่ตรีและทีมงาน Wonderlust, ดร.สุเทพ นายกสมาคม, พี่ตง จากสมาคม สธทท., อ.ขาบ, เชฟเคน, คุณหญิง, เจ้าแอ และผู้ร่วมเดินทางในทริปประวัติศาสตร์กว่า 300 คน ที่ร่วมกันสร้างความทรงจำอันงดงามนี้ขึ้นมา



PEMARAGA Hotel (Timpu)



River Valley (Punakha)



Lhayhuel Resort & Spa (Paro)










ภูฏานอาจเป็นเพียงจุดหมายปลายทาง แต่ความสุขที่แท้จริงคือสิ่งที่เราพากลับมาในหัวใจ และมันได้เดินทางมาพบเราแล้ว…ผ่านขุนเขา ผ่านศรัทธา และผ่านมิตรภาพที่ไม่รู้ลืม