วันศุกร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

เรื่องดีๆ @วิทยาลัย กัมปงเฌอเตียล เสียมเรียบ กัมพูชา w/สจว.119


“สจว.” ชื่อนี้ คงคุ้นหู กับ ผู้ที่คร่ำหวอดกับการแสวงหาความรู้ใหม่ๆ อยู่บ้าง
สถาบันจิตวิทยาความมั่นคง สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ (สจว.สปท.) คือ สถาบันการศึกษา ในรั้วเดียวกับ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) มุ่งอบรมประสาทความรู้วิทยาการด้านต่างๆ เพื่อเสริมสร้างความเป็นนักสื่อสารปฎิบัติจิตวิทยา และเสริมสร้างความมั่นคงแก่ประเทศ




เสน่ห์ที่สำคัญ คือการได้มีโอกาสได้ศึกษาร่วมกับพี่ๆ ผู้เรียนจาก ทุกเหล่าทัพ ข้าราชการพลเรือนจากกระทรวงต่างๆ และนักธุรกิจภาคเอกชน รวมกว่า 90 คน เรียนระยะเวลา 7 เดือน โดยสถาบันฯได้ดำเนินการเรียนการสอนมาแล้ว มีรุ่นพี่ รุ่นน้อง มากถึง 118 รุ่น (เรียกว่ายาวนานเก่าแก่มาก)  มีคนดังๆที่ผ่านหลักสูตรนี้มากมาย ที่สำคัญ ได้มีโอกาสได้ไปศึกษาดูงานในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยมี ผู้นำสถาบัน “พลตรี มนัส แถบทอง” เป็นผู้อำนวยการสถาบันฯ ที่คอยดูแล และใกล้ชิดกับนักศึกษาทุกคน

และรุ่นนี้ คือ รุ่น 119 จากที่ไปดูงานกรุงเทพ ภาคตะวันตก และภาคเหนือ (ซึ่งเราก็ได้ดูในสิ่งที่เราไม่เคยรู้ ไม่เคยได้ดูเหมือนหลักสูตรอื่นๆมาก่อน โดยเฉพาะสถานที่สำคัญๆ ของกองทัพ) ครั้งนี้จึงมาถึง ภาคตะวันออก และการดูงานต่างประเทศครั้งแรก …คือ “ราชอาณาจักรกัมพูชา”





วันอังคารที่ 28 พค.62 เราเดินทางจากโรงงานประกอบรถยนต์โตโยต้า บ้านโพธิ์ (เจ้าภาพพี่ดุ๊ก) และ ศูนย์ฝึกอบรมบรรเทาสาธารณภัย หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (ศฝภ.นทพ.) (เจ้าภาพพี่แดง) จ.ฉะเชิงเทรา ตามลำดับ เรามุ่งหน้าเดินทางพักแรมที่ โรงแรมสเตชั่น อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว






เช้าวันรุ่งขึ้น 7.30 มุ่งหน้าผ่านด่านปอยเปต ด่านตรวจคนเข้าเมืองราชอาณาจักรกัมพูชา ผ่านด่าน แวะร้านค้างานปั้นทราย ระหว่างมุ่งหน้าเข้าเมืองเสียมเรียบ และทานอาหารบุฟเฟ่ต์สไตล์ผสมไทย-เขมร ที่ร้าน Tonle Sap หลายหลากดี (คุ้นเคยมากเพราะเป็นร้านประจำของทุกทริป) จากนั้น จึงเข้าชม 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่พลาดไม่ได้ “ปราสาทนครวัด” ซึ่งไฮไลท์ นอกเหนือจากการสัมผัสความยิ่งใหญ่ของการก่อสร้างที่มหัศจรรย์แล้ว ก็คือ การชมภาพสลักรูปนูนสูงบนผนังด้านใน ที่มีเรื่องราวมาจากมหากาพย์และคัมภีร์พระเวทของศาสนาฮินดู  ภาพสลักกองทัพชาวสยาม ภาพของนางอัปสรในลักษณะต่างๆ  และการเข้าสู่ปราสาทชั้นใน  สู่การสักการะพระพุทธรูปในปรางค์ประธาน (ซึ่งมีความเชื่อเล่าต่อกันว่าให้มาอธิษฐานและจะสมความปรารถนา)











ต่อจากนั้นได้เคลื่อนย้ายเพื่อไปเข้าชมปราสาทบายน เสียดายที่ฝนตก จึงต้องเปลี่ยนแผนเดินทางต่อ



และก้อมาถึงที่พัก โรงแรม Royal Empire Hotel เป็นครั้งแรกที่ได้นอน เสียมเรียม ทำให้ได้มีโอกาสทัศนศึกษา Pub Street แหล่งท่องเที่ยวที่สร้างรายได้แก่จังหวัดเสียมเรียบอีกทาง (ดีจุง) แลกเงิน เป็นเงินสกุลเรียลเป็นที่เรียบร้อยจึงเดินเล่นได้ (ตก 100 บาท ได้ 10,000 เรียล เวลาซื้อของให้หาร 100 เลย)  





และวันสำคัญของทริปนี้ 30 พค.62 หลังจากที่ได้ชม “โตนเลสาบ” (Tonle Sap) ทะเลสาบน้ำจืดที่เกิดจากแม่น้ำโขง ถือว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย ครอบคลุมพื้นที่ ถึง 5 จังหวัด เป็นแหล่งน้ำที่หล่อเลี้ยงที่มีความสำคัญยิ่งของคนกัมพูชา ได้รับชมวิถีชีวิต เรือนกลางน้ำ และบ้านเรือนที่มีการยกสูงกว่า 4 เมตร (ป้องกันเวลาน้ำท่วม) ในตอนเช้าเรียบร้อย






ตอนบ่าย กิจกรรมที่สำคัญของพวกเราก็มาถึง “วิทยาลัยกำปงเฌอเตียล”  ...โดยมีเป้าหมาย คือการได้ทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ และเพื่อมาศึกษาถึงพระราชกรณียกิจ ที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธรฯ ได้ทรงได้สร้างไว้ที่กัมพูชา นี่ 






.... Dr.Pech Seang ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีกำปงเฌอเตียล กล่าวต้อนรับ และได้เล่าประวัติความเป็นมาให้พวกเราทราบว่า “...วิทยาลัยแห่งนี้ ถือเป็นของขวัญล้ำค่า ที่มีความยั่งยืน แก่ชาวกัมพูชา ได้สร้างตั้งแต่ ปี 2000 ภายใต้พื้นที่ 118 ไร่ ห่างจากชายแดนไทย 300 กิโลเมตร โดยสมเด็จพระเทพ ได้เสด็จพระราชดำเนินมากัมพูชาอย่างเป็นทางการ เมื่อ 10 พย 2005 และเสด็จมาเปิดสถาบันฯ อย่างเป็นทางการ 24 กุมภาพันธ์ 2016 รวมมีระยะเวลาในการเปิดเรียน มาแล้ว 3 ปี  มีวิสัยทัศน์ คือ เป็นสถาบันผู้นำด้านเทคโนโลยีอาชีวศึกษาชั้นแนวหน้าของประเทศ ผลิตคนทำงาน มีทักษะ วิชาชีพ และสร้างพลเมือง เพื่อการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน มีพันธกิจ 5 ด้าน คือ 1 ผลิตนักศึกษาในระดับอุดมศึกษา ระดับวิชาชีพ 2 ฝึกอบรมครูวิชาชีพ จากโรงเรียนต่างๆ 3. ศึกษาเทคโนโลยีที่เหมาะสม การเกษตร 4. บริการชุมชนในด้านเทคโนโลยี การซ่อมบำรุง การเกษตร การเลี้ยงสัตว์ และ 5. เพื่อการอนุรักษ์วัฒนธรรม และโบราณสถาน











มีผู้บริหาร  จำนวน 21 คน ฝ่ายสนับสนุน 20 คน อาจารย์ 69 คน รวม 110 คน เป็นสถาบันอุดมศึกษาระดับวิชาชีพ มีการศึกษาวิชาชีพ 8 ภาควิชา ทั้งในระดับปวช ปวส และมัธยม 6 ปริญญาตรี  ปัจจุบันมีอบรมในระดับอบรมครูวิชาชีพ ครูช่าง จำนวน 39 คน ระดับอุดมศึกษา 41 คน ระดับ ปวส 63 คน และนักเรียนโรงเรียนสาธิต 966 คน รวมทุกระดับ  1,109 คน ที่สถาบันแห่งนี้ จบม.3 มาสมัครเรียนได้ จุดเด่น คือ เรียนได้ทั้งสายสามัญ และสายปฎิบัติ (ปวช) เรียนฟรี จนจบการศึกษา โดยมีบริษัทเอกชนต่างๆในไทย ได้มาเป็นพันธมิตรในการพัฒนาการศึกษาเพิ่มเติม อาทิ ซีพี โตชิบ้า เบทาโก เป็นต้น







นอกจากนี้  พันโท ทนงชัย สุกใส ล่ามและผู้ประสานงานโครงการ ได้เล่าให้พวกเราฟังเพิ่มเติม “สมเด็จพระเทพฯ ทรงพระราชทานเงินในการก่อสร้าง อาคารต่างๆ โดยเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2544 นอกจากนี้  และนับแต่ปี 2547 เป็นต้นมา พระองค์ ทรงได้พระราชทานทุนแก่นักศึกษากัมพูชาให้ไปเรียนที่ประเทศไทย ทั้งในระดับ ปวช ป.ตรี ป.โท และป.เอก รวมกว่า 1,000 คน

และเมื่อวันที่ 22 สค. 2548 พระองค์ทรงพระราชทาน แนวทางการดำเนินงานการบริหารโรงเรียน ให้การมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาในประเทศกัมพูชาแก่คณะกรรมการร่วมทั้งสองฝ่าย  4 ประการ คือ 1. ต้องการให้นักเรียนมีความรู้ ประกอบอาชีพได้ 2. มีคุณธรรม 3. มีความสมบูรณ์ของร่างกาย 4.เป็นบุคลากรที่พัฒนาสร้างชาติ ...” โดยมีการคัดเลือกคณะกรรมการฝ่ายไทย และกัมพูชา มาทำงาน เพื่อสนองพระราชบัญชา ร่วมกัน 


จากนั้น สมาคมสถาบันจิตวิทยาความมั่นคง และคณะนักศึกษา สจว.รุ่น 119 ก็ได้ร่วมกัน มอบเครื่องใช้ต่างๆ พร้อมทุนการศึกษาแด่น้องๆ นักเรียนสถาบันฯ







ที่สำคัญ จากการพูดคุยนอกรอบ กับน้องๆ รู้สึกได้เลยว่า น้องๆ ซาบซึ้งและขอบพระคุณน้ำพระทัยของสมเด็จพระเทพฯ เป็นอย่างมาก ทำให้เราเข้าใจได้เลยว่าสิ่งนี้ เป็นแนวทางหนึ่งที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญของการพัฒนาแบบองค์รวม แบบอนุภูมิภาค และส่งทอดต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย





ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
กรัณย์ สุทธารมณ์
สจว.119





มิตรภาพกลุ่มหมู่เสือ ที่น่ารักของเรา 




วันพุธที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

Biz Club London Trips w/Ministry of Commerce 11-17 April 2018


Biz Club London Trips w/Ministry of Commerce 11-17 April 2018



ถือเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ช่วงสงกรานต์ไม่ได้อยู่เมืองไทย โดยมีเป้าหมายคือการเชื่อมโยงกับ FSB



พวกเราเดินทางกับสายการบิน QATA เจ้าของรางวัลสายการบินระดับโลก ปี 2017 (ขณะที่มา อเมริกา ฝรั่งเศส และอังกฤษ นำทีมโจมตีฐานที่มั่นของซีเรียพอดีเลย กังวลเล็กน้อยนะเนี่ยะ)



วันที่ 11 เมย. 61 เซ็คอินเข้าที่พัก Royal Lancaster Hotel ดีจริงๆ ใกล้ Park ใกล้ Tube รถไฟใต้ดิน



30 นาที เพื่อเก็บของเสร็จ จึงมารวมคณะ เพื่อเริ่มทำงานทันที จุดแรกที่เราไป คือ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ กรุงลอนดอน  นำคณะโดย ท่านสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ท่านกุลณี อิศดิศัย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจ  ท่านสุภาวดี แย้มกลม อัครราชทูต (ฝ่ายพาณิชย์) ประจำกรุงลอนดอน และคณะ บุคคลแรกของทริปที่พวกเราได้เข้าพบ  คือ Mr.Guy Salter ,Chairman of London Craft Week (LCW) ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มการจัดงาน LCW ซึ่งถือเป็นงานที่ยิ่งใหญ่และสื่อให้เห็นถึงผลงานด้านหัตถกรรมที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของประเทศอังกฤษและประเทศต่างๆที่มาร่วมอย่างมาก โดยจัดในหลากหลายพื้นที่ของลอนดอน ร่วมกับแบรนด์ดังต่างๆ สิ่งสำคัญคือการสร้างความร่วมมือกับร้านค้าต่างๆโดยรอบ โดยมีการนำงานหัตถกรรมเข้าไปสอดแทรก DISPLAY ในมุมต่างๆ ส่งเสริมความเป็น Creative Industry ของเมืองได้อย่างชัดเจน




จุดที่สอง UK Export  ที่นี้ เราพบกับ Mr.Louis Taylor Chief Executive ซึ่งที่นี้ ถือว่าเป็นองค์กรที่ประสบความสำเร็จในการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ส่งออกของอังกฤษอย่างมาก โดยจะทำงานประสานกับบริษัทเอกชนผู้ให้สินเชื่อ และค้ำประกันสินเชื่อ กว่า 70 แห่งทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศได้ง่าย (อีกกรุ๊ปหนึ่งไป  Department for Digital Culture Media & Sports/DCMS ซึ่งหน่วยงานรัฐของอังกฤษ ทำหน้าที่กำหนดนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ มียุทธศาสตร์คือ การกระจายศก.สร้างสรรค์ไปทั่วประเทศ การส่งเสริมวิจัย การผลักดันจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาและ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน)



มื้อเย็น ได้รับเกียรติจากท่านเอกอัคราชทูตและภริยาเป็นเจ้าภาพเลี้ยงมื้อเย็น ท่านทูตและภริยาเป็นกันเองมากมาย  ทั้งได้รับฟังเรื่องดีๆมากมาย



เช้า 12 เมย. 61 เช้า 8.30 น. รมว.พาณิชย์ ได้นัดเชิญ Ms.Caroline Norbury , CEO Creative England มาพูดคุยที่ล๊อปบี้โรงแรม  โดย Creative England จะทำหน้าที่ส่งเสริมธุรกิจสร้างสรรค์ทั้งเป็นศูนย์ในการบ่มเพาะ ให้คำปรึกษาทางธุรกิจ ส่งเสริมหาแหล่งเงินทุน แต่จะเน้นไปที่ธุรกิจด้านดิจิตอลคอนเทนท์เป็นหลัก มีการร่วมลงทุนในธุรกิจ ซึ่งผลกำไรจะนำไปลงทุนในธุรกิจต่อๆไป



จากนั้นไปต่อที่จุดที่ 4  Cockpit Arts  ที่นี้ เราพบ Vanessa Swann, Chief Exeutive และ David Crump ,Head of Business Incubation  โดย Cockpit นี้ จะเป็นศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการธุรกิจสร้างสรรค์ โดยเริ่มจากการเป็น Co-working Space และต่อมามีการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยด้านหัตถกรรมและแฟชั่น ภายในอาคารจะแบ่งเป็นห้องๆ ห้องสำหรับฝึกทำงาน ห้องสำหรับฝึกอบรม








ต่อด้วยจุดที่  5  Nesta  เป็นองค์กรที่เป็นลักษณะมูลนิธิดูแลด้านนวัตกรรมของโลก ส่งเสริมแนวคิดใหม่ที่ช่วยแก้ปัญหาและความท้าทายต่างๆที่เกิดขึ้น โดยเน้นด้านสุขภาพ การศึกษา นวัตกรรมภาครัฐ วัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ มีเครือข่ายทั่วโลก




เช้าวันที่ 13 เมย.61 เดินทางข้ามมายังเมืองคาร์ดีฟ ได้มาจุดที่ 6 ที่นี้ เรียกชื่อ Tramshed Tech มี Mr.Mark John, Director เป็นภาคเอกชนที่ให้บริการเป็น Co working Space สำหรับผู้ประกอบธุรกิจใน Creative Industry และTechnology เป็นสำคัญ จุดเด่นผู้ประกอบการที่มาอยู่ที่นี้ เมื่อมีความต้องการความรู้  หรือเนื้อหาอะไรในการพัฒนาธุรกิจ ทาง Tramshed จะจัดหามาเพิ่มเติมให้ ทั้งนี้ยังมีเครือข่ายกับ BBC อีกด้วย






ขยับข้ามมาอีก 2-3 คูหา ก็มาถึง จุดที่ 7 Sustainable Studio ที่นี้ เป็น Studio ในรูปแบบใหม่ ปรับปรุงจากอาคารโรงงานร้าง มีสมาชิกเป็นผู้ประกอบการขนาดเล็ก ในกลุ่มธุรกิจสร้างสรรค์ ได้แก่ กลุ่มหัตถกรรม แฟชั่น ดีไซน์ และเครื่องประดับ มีการจัดกิจกรรมต่างๆ Open House เป็นนิทรรศการศิลปะ การออกแบบเสื้อผ้า การถ่ายแบบ ภาพยนตร์ และมีการจัด Real Time Event เผยแพร่ข้อมูลและกิจกรรมต่างๆ ผ่าน Twitter ที่สำคัญเมื่อสอบถามผู้ประกอบการที่มาใช้บริการ ต่างบอกว่า มาอยู่ที่นี้ ทำให้ได้แชร์ไอเดีย กับเพื่อนผู้ประกอบการในด้านต่างๆ เกิดความสร้างสรรค์งานใหม่ๆ จากการได้พูดคุย ได้พัฒนาตัวเอง ดีกว่าอยู่บ้านมากมาย






จากนั้นมา จุดที่ 8 The Chapter  ถือว่าเป็นหัวใจของเมืองคาร์ดีฟ ในแง่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ กันเลยทีเดียว The Chapter เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร เป็นศูนย์รวมการแสดงภาพยนตร์ ละครเวที ศิลปะการแสดง ดนตรี และArt Gallery เป็นที่พบปะของกลุ่มบุคคลในวงการ Creative





จากนั้น พวกเราก็มาทาน เมนูสุดแพง ตามรอยหนังสือท่องเที่ยวลอนดอน Burger Lopster ก่อนที่จะร่ำลาท่านรมว.พาณิชย์ ท่านอธิบดี และคณะกระทรวงพาณิชย์ ที่จะกลับวันที่ 14 เมย.61











หลังจากนั้น 15-17 เมย. พวกเราก็ได้ ตามรอยสถานที่ต่างๆ Natural History Museum / Big Ben / House of Parliament / Westminster Bridge /London Eye / Westminster Abbey /St James Park /Bought Market /British Museum /Liberty/ Harrods 

Windsor castle/ Stonehenge / Bath  .... ที่สำคัญที่ลืมไม่ได้ คือ High street Kensington แหล่งที่พักแบบประหยัดของพวกเรา ไว้คราวหน้ามาพักใหม่น้า








ขอขอบพระคุณ ข้อมูลและการประสานงานดีๆจาก
กระทรวงพาณิชย์
กรมส่งเสริมธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
สำนักงานการค้าต่างประเทศ กรุงลอนดอน