วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556

จากจุดเริ่มต้น OVOP ถึง จุดเริ่มต้น OTOP @Thailand 2013 最初から始まり一品OTOP@タイ2013。


จากจุดเริ่มต้น OVOP ถึง จุดเริ่มต้น OTOP @Thailand 2013

最初から始まり一品OTOP@タイ2013

                                                                                                                โดย กรัณย์  สุทธารมณ์
                                                                                                         ที่ปรึกษาเครือข่าย OTOP จังหวัดเพชรบุรี



โออิตะ (OITA) ..... ถือเป็นสถานที่ใฝ่ฝันแห่งหนึ่งของคนสายอาชีพหรือที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ชุมชน หรือที่บ้านผมเรียกว่า OTOP ...เป็นต้นกำเนิดให้ประเทศไทยได้ดำเนินตามเป็นแบบอย่าง ซึ่งที่ญี่ปุ่นใช้คำว่า OVOP (One Village One Product) ….

เราเริ่มออกเดินทางจากเพชรบุรี เวลา 19.00 น. ในวันที่ 3 กันยายน 2556  โดยการนำของประธานเครือข่าย OTOP  เพชรบุรีและกรรมการเครือข่ายฯ นั่นคือ พี่เก๋ (สมพงษ์ หนูศาสตร์) และพี่ตุ้ม (จุฑารัตน์ ตั้งพาณิชย์) ที่รู้จักคุ้นเคยเป็นอย่างดี ครั้งนี้ผมไปในนามที่ปรึกษาเครือข่าย OTOP จังหวัดเพชรบุรี ภายใต้ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพข้าราชการ กรมการพัฒนาชุมชนและผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ตามโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ กระทรวงมหาดไทย  ระหว่าง 3 – 8 กันยายน 2556 (เป็นอีกครั้งที่ตรงกับแนวทางของเราคือไม่ใช่ไปเที่ยว แต่ไปศึกษางาน ได้ความรู้ และทัศนาศึกษาไปในตัว)  เรามาถึงสนามบินทันเวลา เวลา 21.00 น. เมื่อมาถึงประตู 2 เคาน์เตอร์ D เราก็พบกับทีมคณะ เราได้รับ Passport ตั๋วเครื่องบิน กระเป๋า รวมถึง แจ้งหมายเลขประจำตัว ของผมคือ 22 กรุ๊ป2  แบ่งเป็น 2 กรุ๊ป ซึ่งกรุ๊ปเรานั้นมีผู้ตรวจราชการกระทรวงอยู่ด้วย ถึง 3 ท่าน จากนั้นจึงรีบไป load กระเป๋า...... และจึงไปแลกเงินในอัตรา 100 เยน /33 บาท (เคาเตอร์ TMB) ก่อนจะขึ้นเครื่องในเวลา 24.00 น. ไฟล์ TG 648  (กรุงเทพ ฟุกุโอกะ)

ใช้เวลาประมาณ  6 ชม. (0.50 น. – 7 โมง) ก็มาถึง สนามบินฟุกูโอกะ เกาะคิวชู ด้วยเพราะเรานอนมาทั้งคืน ก่อนเดินทางต่อจึงพากันเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้าแปรงฟันกันก่อน สนามบินค่อนข้างใหญ่พอสมควร มีบอร์ดแสดงแผนที่  เส้นทางการเดินทางทั้งโดยรถบัส รถแท็กซี่ รถไฟฟ้า ทั้งระยะทางและเวลา รวมถึงจุดบริการข้อมูลนักท่องเที่ยวซึ่งสามารถสัมผัสได้บนหน้าจอ แบ่งเป็น  6 หมวด (See  Play  Eat&Drink  Stay  Buy  Learn) อย่างครบครัน จากนั้นจึงเคลื่อนคณะไปขึ้นรถบัสที่ทางไกด์ได้เตรียมไว้ ขณะออกจากตัวอาคารด้านนอกเราก็พบ พนักงานสาวญี่ปุ่น ที่คอยต้อนรับนำนักท่องเที่ยวขึ้นแท็กซี่ ซึ่งถือเป็นบรรยากาศก้าวแรกๆของการมาเยือนญี่ปุ่นที่สดชื่นจิงๆ ....พอขึ้นรถบัส เหมือนเดิม ที่นั่งของพวกเรา คือตำแหน่งท้ายรถ ….



บรรยากาศรอบ เมืองฟุกุโอกะ โดยรอบมีสภาพเป็นภูเขา มีการปลูกแปลงนาอยู่ริมสองข้างถนน สวยงามและดูเเป็นระเบียบเรียบร้อยมาก ส่วนบนเนินเขามักจะมีการปลูกต้นสนเป็นระยะๆ ระหว่างทางต้องผ่านอุโมงค์ทะลุภูเขาจำนวนหลายช่วงมาก (เชื่อแล้วว่าทำไมญี่ปุ่นได้ชื่อว่าเป็นเจ้าแห่งการเจาะจิงๆ) ....จนมาถึงที่พักรถระหว่างทาง ให้พวกเราได้แวะเข้าห้องน้ำ ห้องน้ำที่นี้ถือว่าสะอาดระดับหนึ่งเลยทีเดียว มีห้องน้ำสำหรับชักโครก (มีระบบฉีดน้ำด้วย)  และแบบนั่งยอง (นั่งหันหน้าเข้าส่วนโค้ง) บริเวณหน้าห้องน้ำที่สังเกตได้ชัดเจนคือ ถังขยะอลูมิเนียมสำหรับแยกขยะ 4 ถัง แบ่งเป็น กระดาษ  ขวดพลาสติก  อลูมิเนียม (แต่ถังกระดาษมีถึง 2 ถังแสดงว่าคนญี่ปุ่นชอบอ่านหนังสือพิมพ์มาก และให้ความสำคัญกับการแยกขยะมากเลย) ส่วนร้านค้าสะดวกซื้อนั้น ถือได้ว่า มีการบริการสินค้าที่ครบครัน ทั้งอาหารและเครื่องใช้ชนิดต่างๆเลยทีเดียว  โดยเฉพาะข้าวปั้น ฮอดด๊อก ชาเขียวและเครื่องดื่มมีให้เลือกมากมาย ที่พิเศษคือมีบริการแฟ๊กซ์  ถ่ายเอกสาร(สี&ขาวดำ) ตู้หยอดเหรียญตั๋วรถไฟ รวมถึงการต่อเชื่อมกับร้านอาหารตามสั่ง ซึ่งถือว่าสะดวกมาก



 


 

 

ใช้เวลาประมาณ  1 ชั่วโมงครึ่ง จากนั้นพวกเราก็มาถึงแหล่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชน ที่ หมู่บ้านยูฟุอิน (Yufuin) แห่งเมืองโออิตะ (Oita) หมู่บ้านที่แม้คนท้องถิ่นในญี่ปุ่นทั่วประเทศยังมาท่องเที่ยวที่นี้…. รถบัสได้จอดที่ที่จอดรถส่วนกลาง โดยปล่อยให้พวกเราได้เดินชมตามอัธยาศัย  แต่แค่แรกร้านแรกก็จะทำให้พวกเราหยุดอยู่กับร้านแล้ว คือ ด้วยการจัดวางสินค้าในร้านที่หลากหลายและน่ารักไปหมด  ทั้งของกิน และของใช้ ของตกแต่งกระจุกกระจิก (Hand Made) ....... ที่สังเกตได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่เป็นกล่องขนม เกือบทุกรายการ จะมีกล่องพลาสติกที่เปิดแสดงให้ดูว่าหน้าตาของขนมภายในกล่องนั้นคืออะไร  บางขนมก้อจะติดสติกเกอร์ว่าเป็นผลิตภัณฑ์จากหมู่บ้านนี้ หรือสำหรับผลิตภัณฑ์ที่เป็นสินค้าเกษตร ก็จะมีติดรูปภาพแปลงเกษตร ภาพเกษตรกร หรือภาพวิธีการนำไปประกอบอาหาร เช่น มะนาว พริกแปรรูป หรือผลิตภัณฑ์จากเห็ด  เป็นต้น สินค้าบางอย่างก็มีการปรุงให้ทดลองชิม หรือดื่มได้  ….. (ที่สำคัญ พนักงานขายบางคนยังพูดภาษาไทยได้ด้วย แสดงว่าคนไทยมากันเยอะจิงๆ)







พวกเราได้เดินไปตามทางท่ามกลางบรรยายธรรมชาติ เคียงคู่ไปกับคูน้ำ (ที่น้ำใสสะอาดและไหลแรงตลอดเวลา)  และสถาปัตยกรรมบ้านเรือนสไตล์ญี่ปุ่น (บ้านทรงชั้นเดียว หลังคากระเบื้อง สวนน่ารักๆ) ในขณะที่ภายนอกก็เริ่มมีฝนปรอยๆ พวกเราหลายคนจึงตัดสินใจซื้อร่ม (ราคา 300 เยน = 100 บาท) เราเดินผ่านเยี่ยมชมร้านเล็กๆ ตามทางมากมาย  จะเห็นได้ว่าแต่ละร้านนั้นมีการใช้ตู้โชว์สินค้า  ชั้นวางผลิตภัณฑ์ ที่สวยงามกะทัดรัด และสินค้ามีแพ็คเก็จจิ้งที่เรียบร้อยสวยงาม  หลายร้านมีการจัดแบ่งพื้นที่เป็นที่สาธิตทำโชว์สินค้า โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เป็นขนม  ระหว่างทางพบจุดที่น่าสนใจอีกที่ คือ Yufuin Floral Village เป็นเหมือนสวนสัตว์ขนาดเล็ก ออกแบบกั้นสัดส่วนเป็นสวนน่ารักๆ  มีทั้งนกแก้ว แพะ กระต่าย ห่าน และมีร้านค้าเล็กๆตกแต่งแบบมีสไตล์ภายในสวนให้สามารถเลือกซื้อของที่ระลึก ....แต่ด้วยข้อจำกัดของเวลา  ที่มีเพียง 1.30 ชม. พวกเราจึงต้องรีบมาพบเพื่อรวมกับคณะ....ซึ่งจิงๆ ถ้าให้เดินทั้งวันคงเดินได้สบาย ก่อนหน้านี้สองวันอุณหภูมิ 30  องศา แต่เพราะมีพายุโซนร้อน โทราจิ พัดผ่านประเทศญี่ปุ่น ทำให้ฝนตกอุณหภูมิจึงลดลงเหลือเพียง 20 องศา  ซึ่งถือเป็นโชคดีอย่างหนึ่งสำหรับคณะของพวกเรา



          
เช้าวันที่ 5 กันยายน 2556 …..ตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น ผลจากการประสบการณ์ ออนเซ็น(Onsen) ครั้งแรกในโรงแรม Beppu Seifu Hotel เมื่อคืนวาน ....ทำให้พร้อมกับการดูงานที่สำคัญอีกอย่าง นั่นคือการรับฟังบรรยาย กระบวนการจัดตั้งและบริหารงาน OVOP Oita Ovop International Exchange Promotion Committee : Address 3F Oita Mitsui Bldg.  ด้วยคณะเรามาถึงก่อนเวลานัด 9 โมง (ญี่ปุ่นตรงเวลามาก ถ้าไปถึงจะยังไม่มีใครมาต้อนรับ ) จึงไปเดินเล่นที่สถานีรถไฟฟ้าที่ Oita Station ซึ่งถือเป็นชุมทางที่สำคัญของเมืองโออิตะ ....เมื่อได้เวลา พวกเราจึงได้ถูกนำพาขึ้นมาที่ชั้นสอง ของอาคาร มาที่ห้องประชุม (ทราบว่าค่าใช้จ่ายในการใช้ห้องประชุมถึง 100,000 เยน หรือประมาณ 30,000 บาท) ภายในห้องประชุมตกแต่งด้วยสไตล์เรียบง่ายแต่ดูดี 





.....จากนั้น Mr.Tadashi Uchida   President ก็ได้นำพวกเราเข้าสู่การเรียนรู้ OVOP Lecture for Thai OTOPers ...Mr.Uchida กล่าวว่า ... .เมื่อ 10 ปี ที่แล้ว ปี 2003  อดีตนายกฯทักษิณ ได้มาเยี่ยมที่นี้ และเมื่อปีที่แล้วผมก็ได้ไปนำคณะ 40 กว่าคน ไปร่วมงาน OTOP ของประเทศไทย  OVOP ของเรา เป็นการร่วมมือกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ และภาคประชาชน  ปัจจุบันเมืองโออิตะ ถือว่ามีชื่อเสียงในเรื่องการพัฒนาสินค้า OVOP: One Village One Product Movement แต่ก่อนหน้านี้ เมืองโออิตะใช้เวลากว่า 25 ปีในการพัฒนาเมืองของตนให้เป็นที่รู้จัก เพราะเป็นเมืองเล็กๆและคนส่วนใหญ่มองว่าเป็นบ้านนอก Mr.Tadashi Uchida ป็นผู้ริเริ่มแนวความคิดที่จะแก้ไขปัญหาความยากจนและการมีงานทำของแม่บ้านเกษตรกร โดยนำทรัพยากรในพื้นที่บวกกับภูมิปัญญาท้องถิ่น มาพัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่ม จากนั้นก็พัฒนาแบรนด์เนมของโออิตะเอง จนเมืองโออิตะกลายเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงด้าน OVOP แผ่กระจายไปทั่วโลก ถือเป็น Benchmarking ที่นานาประเทศยอมรับนำไปประยุกต์ใช้ เช่น เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีนนำไปทำ One Factory One Product เป้าหมายด้านการตลาดที่สำคัญของผลิตภัณฑ์ OVOP ของโออิตะ คือ ตลาดภายในประเทศที่จะต้องวางสินค้าให้ได้ทั่วประเทศญี่ปุ่นก่อนที่จะส่งออกไปต่างประเทศ และจะต้องดึงดูดนักท่องเที่ยวภายในให้เดินทางมาเยือนเมืองโออิตะให้ได้และในขณะนี้โออิตะได้ทำสำเร็จ จนหลายประเทศได้ถือเป็นแบบอย่างในการพัฒนาชนบท ....สุดท้ายนี้ ทั้งนี้กระผมอยากจะบอกว่า ประเทศไทย เองก็มีสิ่งมหัศจรรย์อยู่หลายอย่างที่น่าสนใจ เช่น ดอกไม้ที่ทำมาจากเกล็ดปลา คือการนำของเหลือทิ้งมาสร้างคุณค่าได้ หรือที่ประเทศเกาหลี มีการนำเปลือกซางข้าวโพด มาทำเป็นชาข้าวโพด  เป็นต้น สิ่งเหล่านี้น่าจะนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดได้ อนึ่ง...ผมอยากแนะนำอีกสิ่งหนึ่งให้แก่ทุกท่าน คือสูตรการหมักเนื้อที่พิเศษมาก ซึ่งคนไทยสามารถทำได้ง่าย คือการนำข้าวหมาก (ของไทย) หมักเนื้อสัตว์ไว้ 4 ชม. จะทำให้เนื้อนุ่มและมีรสชาติอร่อยมาก ........ ありがとう....ขอบคุณครับ




        
สรุป ปัจจัยความสำเร็จของ OVOP ในประเทศญี่ปุ่น อาจมาจากองค์ประกอบต่างๆ ทั้งจากการผลักดันในระดับนโยบายของผู้นำที่เข้มแข็ง ความต่อเนื่องในการปฎิบัติที่ยาวนาน  ความมุ่งมั่นในการผลิตของผู้ผลิต ความร่วมมือของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริงทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ...ที่สำคัญคือ ความที่ไม่ยอมท้อถอยและความสามัคคีของคนญี่ปุ่น....ทั้งนี้ เชื่อได้ว่าความสามารถของคนไทยเองก็ไม่แพ้ชาติใด แต่หากเป็นที่ความสามัคคีของเราเอง ที่นับวันจะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา ความแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในชุมชน ความแตกแยกในด้านความคิด....ฉะนั้นแล้ว ความร่วมมือที่แท้จริงก็จะเกิดได้ยาก ซึ่งมันคือหัวใจของพัฒนาสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชน....ถึงเวลาแล้วรึยัง ที่เราจะหันกลับมาเพื่อเดินทางสร้างชาติ ก่อนที่ประเทศในอาเซียนจะแซงหน้าเราไปหมด






TIP: 3 อันดับของฝากยอดฮิต ...ที่มักถูกฝากซื้อ เมื่อท่านไปญี่ปุ่น

 1.       Kit Kat ชาเขียว               สามารถซื้อได้ในห้างสรรพสินค้าทั่วไป หรือที่สนามบิน (โดยเฉพาะถ้าซื้อจำนวนเยอะ) กล่องใหญ่มี   12 ห่อ ราคากล่องละ 3,576 เยน  (คิดเป็นห่อละ 298 เยน หรือ ประมาณ ห่อละ 100 บาท)  ถ้าซื้อเยอะควรหาซื้อลังกระดาษ เพื่อแพ็ครวม เพื่อโหลดขึ้นเครื่องได้ง่าย (สามารถซื้อลังกระดาษได้แม้ในโรงแรม ราคาประมาณ 200 เยน)







                                                                     
2.       Tokyo Banana              มีให้เลือกหลายรูปแบบ แต่แบบที่ฮิตสุดตอนนี้ คือลายยีราฟ แบบกล่อง 8 ชิ้น ราคา 1,000 เยน หรือประมาณ 330 บาท (คิดเป็นชิ้นละ 41.25 บาท) สามารถหาซื้อได้ที่ร้านในสนามบินเช่นกัน โดยเฉพาะ ร้าน Fa So La SOUVENIR

3.       Royce Chocolate         มีให้เลือกหลายรูปแบบเช่นกัน  เช่น แบบขนมปังเคลือบช๊อกโกแล็ต หรือ แบบแท่งช๊อกโกแล็ต  ซึ่งแบบหลังนั้นจะมีให้เลือก 2รส (รสดั้งเดิม กับรสชาเขียว) ราคาแพ๊คละ 660 เยน หรือประมาณ 218 บาท  และจะถูกแช่ในตู้แช่เย็น ทั้งนี้เราจะต้องซื้อถุงฟอยด์เพื่อเก็บความเย็นรักษาอุณหภูมิไม่ให้ละลายไปด้วย ราคาประมาณ 100 เยน (33 บาท เก็บได้ประมาณ 10 ชม.) สามารถหาซื้อได้ที่ร้านในสนามบิน ใน ร้าน Fa So La SOUVENIR ได้เช่นกัน

 ปล.ทั้งนี้ โปรดอย่าลืม ท่านสามารถโหลดน้ำหนักได้เพียง 20 กก. ต่อท่าน หากท่านคำนวณแล้วว่าน้ำหนักเกินแน่ ขอให้โหลดน้ำหนักเป็นทีม 2-4 คน พร้อมกัน เพื่อที่จะได้แชร์น้ำหนักกันได้ .....ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการเดินทาง และสร้างรอยยิ้มแก่คนที่รอคอยของฝากจากท่านนะครับ .....ซาโยนาระ ครับ





















วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2556

สำนักงานเลขาธิการอาเซียน ในบทบาทความเป็นมาเป็นไปของ AEC....ASEAN


สำนักงานเลขาธิการอาเซียน ในบทบาทความเป็นมาเป็นไปของ AEC…. ASEAN


โดย ดร.พิชญา  ศิริวรรณบุศย์   ถอดความโดย กรัณย์ สุทธารมณ์

ณ สำนักงานเลขาธิการอาเซียน กรุงจาการ์ต้า อินโดนีเซีย

   ข้อมูล ณ วันที่ 12 มิถุนายน 2556  




 เช้าวันที่ 12 มิถุนายน 2556 หลังจากที่พวกเรา คณะศึกษาดูงานจากสถาบันพระปกเกล้า AEC รุ่น3 ในนามกลุ่ม Indo 1-3 ได้ไปรับฟังการบรรยายสรุปที่ KOMUNIKASI DAN INFORMATIKA REPUBLIK INDONESIA  หรือที่เรียกว่า คือ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ ของประเทศอินโดนีเซีย เป็นที่รับทราบเกี่ยวกับทิศทางของการวางแผนในส่วนงานที่เกี่ยวกับ DIGITAL TV แล้ว ในช่วงบ่ายเราเลยมาขออนุญาต รศ.ดร.ขจิต จิตตเสวี  อาจารย์ที่ปรึกษาในการเข้าแวะเยี่ยมชมสถานที่ที่ถือเป็นหัวใจการขับเคลื่อนประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่สำคัญอย่างยิ่ง ยิ่งเมื่อได้มาถึงจาการ์ต้าแล้วนั้น ไม่ควรพลาด!!!  นั่นคือ สำนักงานเลขาธิการอาเซียน (ASEAN) โดยการประสานที่สำคัญจาก ดร.พิชญา ศิริวรรณบุศย์ (ดร.แอน) Assitant Director of ASEAN  (โดยอาศัยความสนิทสนมกว่า 20 ปี ) ซึ่งต้องขอขอบพระคุณในความกรุณาจาก ดร.แอน อย่างยิ่งมาในโอกาสนี้  เมื่อมาถึง ดร.แอน พาพวกเรามาที่ห้องประชุม ชั้น 2 ของอาคาร พร้อมบรรยายโดยสรุปให้พวกเราฟัง...... 







สำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEAN Secretariat) อาเซียนจัดตั้งสำนักงานเลขาธิการอาเซียน ขึ้นเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2519 หลังจากการลงนามในข้อตกลงการจัดตั้งสำนักงานเลขาธิการอาเซียนที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ต่อมาในวันที่ 9 พฤษภาคม 2524 รัฐบาลอินโดนีเซีย ได้มอบอาคารทางตอนใต้ของกรุงจาการ์ตาเพื่อใช้เป็นสำนักงานใหญ่ ของสำนักงานเลขาธิการอาเซียน อาคารดังกล่าวจึงถูกใช้เป็นสำนักงานใหญ่ถาวรของอาเซียน นับตั้งแต่นั้น  ทำหน้าที่ในการติดตามการทำตามคำตัดสิน ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศเพื่อนๆ สมาชิกอาเซียนด้วยกัน แล้วนำผลที่ได้ไปรายงานให้ผู้นำของประเทศเพื่อนๆสมาชิกได้รับทราบ ปัจจุบันมี เล เลือง มินห์ อดีตรมช.ต่างประเทศและนักการทูตชาวเวียดนาม รับหน้าที่เป็นเลขาธิการอาเซียนคนที่ 13 ปี 2013-2018 โดยเป็นการรับตำแหน่งต่อจาก ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียนคนที่ 12 จากประเทศไทย




ในสำนักงานเลขาธิการอาเซียนนี้ ก็จะมีหน่วยงานหนึ่งชื่อ ASEAN integration monitoring office (aimo) โดยจะมีภารกิจที่สำคัญ คือ หน้าที่ในการติดตามผลความก้าวหน้าของความร่วมมือ AEC ในแต่ละประเทศนั้น จะมีการใช้เครื่องมือ คือ “AEC Scordcard” ซึ่งแบ่งเป็นมาตรการแต่ละข้อ แต่ในแต่ละประเทศจะคอยรายงานให้ทราบว่า สิ่งไหนได้ทำไปแล้วสิ่งไหนกำลังดำเนินการอยู่ หรือสิ่งใดที่ยังไม่ได้ทำ ให้กับทางสำนักงานเลขาธิการอาเซียนทุกเดือน จากนั้นจึงทำการรวบรวมสรุปผลการดำเนินงานของแต่ละประเทศนี้ และนำมาคำนวณอัตรา Implementation Rate ว่า ณ ปัจจุบันอยู่ในระดับเท่าไร

ทั้งนี้ การ Implementation จะแบ่งได้เป็น 4 ระยะ นับตั้งแต่ปี 2008 ซึ่ง AEC ได้เริ่มเซ็นความตกลงกันในปี 2007 จึงมีการดำเนินงานมาตั้งแต่ ปี 2008 – 2015  โดยจะมีการติดตาม Implementation Rate ว่ามีความก้าวหน้าอย่างไร ปัจจุบันกำลังอยู่ในระยะที่ 3 ของการติดตามความก้าวหน้า ทั้งนี้การติดตามความก้าวหน้าของ AEC นั้น จำเป็นต้องเข้าใจมิติต่างๆในภูมิภาค ซึ่งอาจจำแนกเป็นภาพส่วนต่างๆของ เศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน ได้ดังนี้

·         สถานการณ์เศรษฐกิจของโลก

GDP Growth  จากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจยุโรปตกต่ำในปี 2008 ทำให้เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เศรษฐกิจโลก จึงมีภาวะดีขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย แต่ยังอ่อนแออยู่ การกระจายของการฟื้นฟูทางศก.ไม่เท่ากัน จะพบว่ามีกระจุกตัวอยู่ที่ ASEAN โดยเฉพาะจีน อินเดีย ประเทศในอาเซียน มากกว่าประเทศที่กลุ่มพัฒนา เช่น ยุโรป หรืออเมริกา แม้ว่าศก.โลกจะมีการขยับตัวสูงขึ้น แต่ก็ยังมีความเสี่ยงด้านการคลัง คือการใช้เงินด้านการคลัง ระเบียบทางการคลัง  โดยจะเห็นได้จากท่าทีของประเทศอเมริกาที่จะมีการถอดทางมาตรการ QE  แต่สำหรับในส่วนยุโรปแม้ว่าจะดีขึ้น แต่ก็ยังมีวิกฤตอยู่ และบางประเทศจากที่ไม่ได้มีวิกฤตก็เริ่มเข้าวิกฤต ซึ่งยังคงต้องจับตามองว่าต่อจากนี้จะเป็นไปในทิศทางไหน  แต่สำหรับญี่ปุ่นก็มีการใช้นโยบายการกระตุ้น Demand ภายในประเทศ ก็อาจจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น

·         การคาดการณ์เศรษฐกิจอาเซียนในปี 2013

เศรษฐกิจอาเซียนในภาพรวมปี 2012 ยังคงเติบโตอยู่ในระดับ 5.6 ส่วนปีนี้ 2013 มีการคาดการณ์ว่าอัตราการเจริญเติบโตเศรษฐกิจทั้งปีน่าจะอยู่ 5.3 - 6 %  สำหรับประเทศในอาเซียน 5  (ASEAN 5)  ซึ่งประกอบด้วย ประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย  ไทย ฟิลิปปินส์ และสิงค์โปร์  ยังถือว่ายังอยู่ในระดับที่โตขึ้น คือระดับที่ 5.2 ส่วนประเทศที่มีอัตราเจริญสูงมาก คือในประเทศใหม่ ได้แก่ ประเทศกัมพูชา พม่า ลาว เวียดนาม เติบโตสูงมาก แต่ส่วนหนึ่งก็เพราะมาจากฐานต่ำ เศรษฐกิจอยู่ในช่วงการพัฒนา  ที่สำคัญปัจจัยที่ทำให้ยังคงดำเนินอยู่ได้นั้นมาจาก Strong Domestic Demand ในภูมิภาค คือ ความต้องการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค และความต้องการการลงทุนในประเทศ รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ GMS ได้แก่ ไทย กลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง พม่า  และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ศก.ในกลุ่มภูมิอาเซียนไม่ได้ตกต่ำ  อีกปัจจัยที่สำคัญคือ ประเทศที่มีลักษณะของการเปิดเขตการค้าเสรี อาทิ ประเทศมาเลเซีย หรือ ไทย และสิงคโปร์ ประเทศเหล่านี้จะได้รับผลกระทบจากวิฤกติเศรษฐกิจโลก เพราะเมื่อสินค้าส่งออกได้รับผลกระทบ ก็จะทำให้เศรษฐกิจลดลงได้ แต่ในปีนี้ 2013 น่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น ดังนั้นทิศทางของกลุ่มประเทศภูมิภาคอาเซียนจึงกำลังมาให้ความสำคัญกับการกระตุ้นความต้องการภายในประเทศมากขึ้น


ส่วนเงินทุนที่ไหลเข้าในกลุ่มประเทศอาเซียนนั้น ปี 2011 อยู่ที่ 108 พันล้าน (Billion) แต่ในปี 2012 ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 107 พันล้าน (Billion) (ซึ่งยังคงเป็นข้อมูลที่ไม่รวมประเทศบูรไนกับพม่า) เงินทุนที่เข้ามาส่วนใหญ่จะเข้ามาในตลาดพันธบัตร (Bond) ในขณะที่ตลาดหุ้นภายในภูมิภาคก็มีการเติบโตอย่างเห็นได้ชัดเช่นกัน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ ASEAN FIVE ส่วนใหญ่จะลงทุนไปที่ประเทศสิงคโปร์ ประมาณ 56 พันล้าน ถือเป็นอันดับ 1 ของภูมิภาค อันดับ 2 ได้แก่ อินโดนีเซีย 20 พันล้าน มาเลเซีย 9.4 พันล้าน และประเทศไทย 8.6 พันล้าน (อันดับที่ 4) ตามลำดับ (อาจด้วยสาเหตุปัญหาภายในประเทศ ในขณะที่ประเทศอินโดนีเซียสามารถพัฒนาการผลิตได้ใกล้เคียงประเทศไทย และมีต้นทุนต่ำกว่าเกือบครึ่งหนึ่ง คือค่าแรงประมาณ 150 บาทต่อวัน)


ด้านเงินเฟ้อ ในภูมิภาคยังไม่ปรากฏที่เป็นลักษณะปัญหาที่ชัดเจนมากนัก  ในขณะที่เคยมีประเทศที่มีปัญหา คือ เวียดนาม ซึ่งสามารถแก้ไขได้แล้ว เมื่อปี 2011 อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับ 12 % แต่ในปี 2012 ปรับอยู่ที่ระดับ 6-7 % ส่วนประเทศบรูไนเป็นประเทศที่มีเงินเฟ้อต่ำที่สุดในอาเซียน คือ 0.4 % สำหรับประเทศไทยอยู่ที่ 3 % ทั้งนี้ในระดับภูมิภาคอาเซียนอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับ 3.2 %




·         นโยบายอาเซียนที่ได้ปรับเปลี่ยนล่าสุด  (ทำอะไรไปบ้าง และสิ่งใดที่ควรต้องทำ)

นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา ประเทศในอาเซียนได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อที่จะกระตุ้นทั้ง การบริโภคและการลงทุน แต่ก็มีแนวโน้มที่จะเริ่มคงตัวมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศสิงคโปร์ที่ระดับอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำมากแล้ว รวมถึงประเทศมาเลเซีย ซึ่งก็ที่มีการใช้มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศร่วมไปด้วยแล้วเช่นกัน

Physical Deposit ปัจจุบันก็ยังคงอยู่ในระดับสูง เนื่องจากที่ประเทศในภูมิภาคอาเซียนต้องการกระตุ้น Demand จากผลพวงที่เคยเกิดขึ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจ ในขณะที่ภาพรวมในรอบ 10 ปี ยังถือว่ายังไม่สูงมาก สิ่งที่น่าสนใจ คือ หนี้สินภาครัฐของแต่ละประเทศในภูมิภาคมีแนวโน้มลดลง ถือว่าสถานะทางด้านการคลังของทั้งภูมิภาคยังอยู่ในระดับที่ปกติ


Balance of Trade ส่วนใหญ่มีการลดลงเนื่องจากผลกระทบจากวิกฤตศก. สำหรับอาเซียน  EU. ถือเป็นคู่ค้าที่มีความสำคัญที่สุด ฉะนั้นเมื่อ EU มีปัญหาจึงส่งผลกระทบต่อการค้าในภูมิภาค แต่ในปี 2013 ได้เปลี่ยนประเทศคู่ค้าสำคัญเป็นประเทศจีนแทน  ในขณะที่ปริมาณการค้าของแต่ละประเทศในภูมิภาค ปี 2012 มีการเติบโตขึ้น 5.3-6 %   และสำหรับในปี 2013 น่าจะสูงขึ้น แต่ก็ต้องระวังวิกฤตเศรษฐกิจจากประเทศยุโรป ส่วนอเมริกาแม้ว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น แต่ก็ต้องจับตาว่ามีมาตรการทางด้านการคลังอย่างไรต่อไป

Rebalancing & Economic Growth จากที่ประเทศในภูมิภาคอาเซียนจะพึ่งพิงการส่งออกเป็นหลัก ก็อาจปรับมาดูนโยบายการลงทุน เน้นการกระตุ้นการบริโภคในภูมิภาคให้มากขึ้นแทน แต่ในขณะเดียวกันนโยบายที่มีการให้ความสำคัญกันมากคือ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในกลุ่มภูมิภาคที่ยั่งยืน และให้ประสานประโยชน์กับทุกประเทศอย่างทั่วถึง Impulsive Economic Growth  แต่ยังรวมไปถึงการเจริญเติบโตของทุนมนุษย์ที่ดี มีการศึกษา การรักษาพยาบาล คือทุกอย่างที่เกี่ยวกับคน ไม่ใช่แค่เฉพาะทางด้านเศรษฐกิจที่ให้แก่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง รวมถึงและการมีวินัยทางการคลังที่ดี

 ที่สำคัญคือ นอกจากมาตรการด้านภาษีที่มีการลดให้กันจากการรวมกลุ่มของประเทศใน AEC แล้ว   ก็ควรจะคิดว่านโยบาย หลังปี 2015 ว่าควรจะมีอะไรเพิ่มเติมอีก ประชาคมอาเซียนควรจะมียุทธศาสตร์ หรือ Blueprint อะไรอีกหรือไม่ อย่างไรต่อไป

                                                                                                                                                                                                               

·         การติดตามผลความก้าวหน้าของอาเซียน  (มีอยู่ 4 ระยะ ปัจจุบันอยู่ในระยะที่ 3)

Implementation Rate  โดยระยะแรก อัตราความก้าวหน้าอยู่ในระดับ 89.5 % ทั้งนี้ยังมีสิ่งที่ยังไม่ได้ทำและยังมีปัญหาอยู่ คือ ความร่วมมือทางภาคบริการและภาคการขนส่ง เนื่องจากจำเป็นต้องอาศัยการลงนาม การตกลงร่วมกันของแต่ละประเทศ ซึ่งเป็นจุดอ่อนไหวต่อผลประโยชน์ระหว่างกัน จึงทำให้ใช้เวลามาก (Air Transport/ Maria)

สำหรับระยะที่สอง มีอัตราความก้าวหน้าในระดับ 72.1 % ที่ยังคงเป็นปัญหา คือ การอำนวยความสะดวกในด้านศุลกากรและภาคบริการ ด้านการขนส่ง ถือเป็นสิ่งมีอุปสรรคค่อนข้างสูง เพราะจะเกี่ยวพันกับการผ่านชายแดน การข้ามประเทศ ทำให้ต้องระยะเวลามีการตกลงกันมาก

และในระยะที่สาม  มีอัตราความก้าวหน้าในระดับ 73 % เนื่องจากภารกิจหลายอย่างที่ได้มีการตกลงและได้นำปฎิบัติเป็นที่ล่วงหน้าแล้ว (ณ พค.56)

รวมทั้ง 3 ระยะ มีอัตราความก้าวหน้าของความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียนในระดับ 77.8 % (ซึ่งหากคิดว่าเหลือเวลาอีก 2 ปี ก็อาจถือได้ว่ายังคงน้อยอยู่)

·         นโยบายที่รัฐบาลของทั้ง 10 ประเทศ ที่ควรให้ความสำคัญ  (ณ เดือน พค. 56)

ปัญหาที่สำคัญในการร่วมกลุ่มอาเซียน

1.       การลงนามที่ล่าช้า บางประเทศต้องผ่านรัฐสภา หรือต้องอาศัยการลงนามทั้ง 10 ประเทศ กว่าจะลงนามเพื่อนำไปใช้ได้ เป็นต้น

2.       มาตราที่ที่ความคิดริเริ่มจะมีการตกลงกันในระดับบน แต่เมื่อนำมาสู่ระดับประเทศหรือภาคปฎิบัติ บางครั้งไม่เหมาะกับกฎหมายหรือข้อปฎิบัติของแต่ละท้องถิ่นนั้นๆ บางประเทศต้องกลับไปแก้กฏหมาย เพื่อให้สามารถตกลงในประเด็นนั้นๆได้ เช่น ในประเด็นของ Capital Market บางประเทศให้ บางประเทศไม่ให้ ต้องกลับไปทำการตกลงกันในกลุ่ม

3.       บางประเทศก็มีความเต็มที่กับการร่วมมือของ AEC แต่บางประเทศก็เฉยๆ กับการร่วมลงนาม หรือบางประเทศกำลังยุ่งกับการพัฒนาภายในประเทศของตนเอง โดยเฉพาะประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตสูงๆซึ่งภาครัฐก็ต้องใช้เวลาไปกับการควบคุมการบริหารจัดการภายใน  เช่นประเทศพม่า เวียดนาม ในขณะที่บางประเทศก็ให้ความสนใจกับการร่วมมือกลุ่มประเทศอื่นมากกว่า เช่น ประเทศมาเลเซียให้ความสนใจกับ TPP (Trans Pacific Partnership) มากกว่า AEC  หรือประเทศอินโดเซีย ให้ความสนใจกับ G20 เพราะอินโดนีเซียเป็นประเทศเดียวที่อยู่ใน G20


ข้อแนะนำสำหรับการรวมกลุ่มอาเซียน

1.       ประเทศในกลุ่มอาเซียนต้องให้ความสำคัญว่ามาตรการไหนที่เกี่ยวข้องกับ AEC ควรจะทำก่อนและรีบทำให้เสร็จ ก่อนที่จะถึงปี 2015 (ซึ่งแต่ละประเทศก็มีความพยายามทำอยู่และส่งรายละเอียดมาให้ทางสนงฯ เพื่อให้ทราบความก้าวหน้า)

2.       ระบบการควบคุมติดตาม (Monitoring System) มีไม่เพียงพอ ไม่ซับซ้อน ยังดีไม่พอ แม้ว่าจะมีความร่วมมือจากภายนอกภูมิภาคที่ให้การสนับสนุน เช่น World Bank,  GIZ ที่เข้ามาและให้ทุนในการศึกษาเกี่ยวกับระบบติดตาม AEC

3.       ช่องว่างกับการพัฒนาความร่วมมือของประเทศในกลุ่มอาเซียน โดยเฉพาะกับประเทศที่เข้ามาใหม่ CLMV กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม  กับประเทศที่มีระดับความก้าวหน้า เช่น ประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย  โดยเฉพาะในด้านการบริการและด้านการเงิน Financial Sector 
 





                   ในวันนี้ผมได้เห็นแล้วว่า แม้ว่าการร่วมมือกันของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะกำลังคืบหน้าไปมากแล้ว แต่ก็ยังประสบปัญหา ข้อจำกัดในระดับภาคปฎิบัติและกฏเกณฑ์ของท้องถิ่นในแต่ละประเทศ หากแต่เป้าหมายสำคัญของการรวมกลุ่มนั้น จะไม่เพียงส่งผลต่อคุณภาพชีวิตทางด้านเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว ประวัติศาสตร์ทางด้านวัฒนธรรมและศาสนาที่ยาวนานนับเป็นพันๆปี นั้น  จะยังได้รับโอกาสรื้อฟื้นความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศกลับมาอีกครั้ง และนั้นหมายความถึงว่า มิติใหม่ของความเป็นมิตรภาพทางสายเลือด ในกลุ่มภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ กลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง จะยืนหยัดความเป็นปึกแผ่น และเป็นศูนย์กลางแห่งมิตรภาพของโลกท่ามกลางคุณภาพชีวิตที่ดี ของมวลมนุษยชาติต่อไป






 ราตรีสวัสดิ์พี่น้องประชาคมอาเซียนทุกท่าน