แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ aec แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ aec แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2559

ดินแดนแห่งความหลากหลาย…เซลลามัต ปากี @Malaysia

ดินแดนแห่งความหลากหลาย…เซลลามัต ปากี @Malaysia (12-15 มีค.59) W/PSS14


      “ประเทศมาเลเซีย” ประเทศที่นำเสนอความหลากหลายของศิลปะวัฒนธรรม และชนชาติแห่งชาวเอเชีย ภายใต้สโลแกน "Truly Asia"

      ซึ่งกาลครั้งหนึ่งเมื่อ 15 ปีที่แล้ว (อายุประมาณ 24 ปี ...นานมากก) ได้เคยมาเยือนครั้งหนึ่ง เพื่อไปศึกษาดูงาน ด้าน Losigitic (ซึ่งเป็นเรื่องใหม่มากๆในสมัยนั้น) กับคณะสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นำโดย คุณธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ด้านเศรษฐกิจและโลจิสติกส์

มาวันนี้ กลุ่ม 8 ซึ่งทำรายงานเกี่ยวกับยานยนต์พลังงานไฟฟ้า และต้องไปดูงานประเทศในกลุ่มประเทศที่มีแนวโน้มในการพัฒนาด้านดังกล่าว “มาเลเซีย - สิงค์โปร์” จึงถูกกำหนดให้พวกเราร่วมกับกลุ่ม 6 กลุ่ม 7 ของหลักสูตรการบริหารเศรษฐกิจสาธารณะสำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 14 (ปศส.14) สถาบันพระปกเกล้า ไปศึกษาดูงาน โดยมีอาจารย์ผู้ควบคุมคณะ คือ “ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และศาสตราจารย์พิเศษ นรนิติ เศรษฐบุตร” …สุดยอดกูรูของประเทศเลยทีเดียว !!!!



เช้าของวันที่ 12 มีนาคม 59 ...พวกเรา นศ.จำนวนกว่า 36 คน จึงได้ทยอยมารวมตัวกัน เพื่อเดินทางโดยสายการบิน TG 415 กรุงเทพ - กัวลาลัมเปอร์ เครื่องออกเกือบ 9 โมง ประมาณ 11 โมง (2ชม.) ก็มาถึงสนามบินกรุงกัวลาลัมเปอร์ ...และผู้ที่รับหน้าที่ทำความรู้จัก ระหว่างเรากับมาเลเซียในครั้งนี้ คือ คุณสักการียา หรือ ไกด์เค้ก และไกด์จิมมี่ ไกด์ชาวมาเลเซีย โดยเริ่มจากการให้ข้อมูลเมืองแรกที่เรานั่งรถผ่าน คือ เมืองปุตราจาย่า (Putrajaya) เมืองราชการใหม่ของมาเลเซีย ที่ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด สร้างให้เป็นเมืองแห่งความทันสมัย และเมืองแห่งอนาคต มีสถานที่สำคัญมากมาย ทั้งส่วน ของ Cyber Space หรือ ที่ตั้งของทำเนียบนายกรัฐมนตรี จากนั้น.... ไกด์ได้พาเราเรียนรู้ภาษามาเลพื้นฐาน อาทิเช่น   “จิ๋ม แปลว่า หอย  พร้อม แนะนำชื่อชาวมาเล เช่น เอาซิยะมันดี หรือ มีรูนะ รอดอมาแงะ  เป็นต้น 18++ ซึ่งก็สร้างความขำขัน เฮฮาให้กับสมาชิกบนรถบัส ฮาครึ้นๆ เป็นทุกครั้งไป จากนั้น ไกด์จึงพาเรามายังสถานที่ท่องเที่ยวแรกในทริปนี้ คือ "มัลยิดปุตรา" เป็นมัสยิดที่มีจุดเด่นที่โดมสีชมพู ก่อสร้างด้วยหินแกรนิตสีกุหลาบ สามารถจุคนได้ถึง 15,000 คน 




...ที่นี้ เราเริ่มที่จะสัมผัสวิถีของคนมาเลที่แต่งกายและเข้ามาทำพิธีทางศาสนาที่นี้ได้ทั้งวัน นอกจากนี้ ได้ไปเที่ยวเก็นต้ิง แหล่งดูดเงินนทท.ที่สำคัญ (ประวัติผู้สร้างเก็นติ้นน่าสนใจมากแต่ท่าจะยาว พักไว้ก่อน) ก่อนจะกลับมานอนในเมือง ที่ Hotel Pudu Plaza



เช้าวันที่ 13 มีนาคม 59 ถือเป็นไฮไลท์กิจกรรมในทริปนี้ของผมก็ว่าได้ (นอกเหนือจากตารางของหลักสูตร) พวกเราตื่นตั้งแต่ตี 4 แต่งตัวครบชุด เพื่อเข้าร่วมการวิ่งมินิมาราธอน 10 Km. ST John Ambulans Malaysia Wilayah Persekutuan (Charity Fun Run 2016) เป็นการวิ่งในต่างประเทศครั้งแรกเบยย ตื่นเต้นมากกก ...พวกเราถูกวอร์มอัพอย่างถูกวิธีจากโค้ชหมอโป๊ะ และโค้ชพี่อุ้ม (มืออาชีพมาก) จากนั้นเสียงสัญญาปล่อยตัว... เส้นทางวิ่งอยู่ในเมืองกัวลาลัมเปอร์ ผ่านเนินสโลปเป็นช่วงๆ ที่สำคัญคือทำให้สามารถสัมผัสความเป็นเมืองได้ใกล้ชิดมาก สองข้างทางมีต้นไม้ใหญ่เกือบตลอดทาง บรรยากาศร่มรื่นมากกก วิ่งไป... เดินไป พี่อุ้มกับพี่หมอก็ชะลอคอยพยุงๆเราไป ต้องขอขอบคุณพี่ๆมาก สุดท้ายก็มาถึงเส้นชัย มารวมตัวกับคณะพี่สาวๆ(พี่นีน่า พี่แจ๋ พี่นิด พี่โอ๋ พี่ด้า พี่อ้อย พี่ตูน พี่เก๋ )... สำเร็จจนได้เย้ เย้ !!!! 


เช้าวันที่ 14 มีนาคม 59 พวกเราได้เข้าพบท่านเอกอัครราชฑูตไทยประจำประเทศมาเลเซีย "ท่านดำรง ใคร่ครวญ" เอกอัครราชฑูตไทย ประจำกัวลาลัมเปอร์มาเลเซีย และคณะ ... โดยท่านฑูตได้กล่าวต้อนรับพวกเราอย่างเป็นกันเอง จากการแนะนำ และกระตุ้นความคิดให้พวกเราว่า 



“ยินดีต้อนรับสู่กัวลาลัมเปอร์…ทั้งนี้คนส่วนใหญ่ที่มาที่นี้ มักจะดูงานประชาคมอาเซียน แต่สำหรับผมแล้ว คิดว่ามาเลเซียถือเป็นประเทศที่มีการตื่นตัวน้อยที่สุด ยิ่งเมื่อเทียบกับประเทศไทยที่รายการ AEC ทุกสัปดาห์ หรือรายการทีวีมีเรื่องของAEC ตลอดมา ...สำหรับประเทศมาเลเซียนั้น มีประชากร 29 ล้านคน มีกำลังแรงงาน 13 ล้านคน อัตราการว่างงาน ร้อยละ 3.2 มีคนไทยมาทำงาน 13,000 คน ภาคประมง 24,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคบริการ 9,749 คน ภาคเกษตร 1,767 คน ภาคก่อสร้าง 922 เพาะปลูก 516 คน โรงงาน 328 และดูแลบ้าน 397 ตามลำดับ  สำหรับการเคลื่อนย้ายแรงงานใน 8 กลุ่มอาชีพนั่น นับแต่ต้นปี 59 มา ยังไม่ปรากฏการเคลื่อนย้าย แพทย์ วิศวกร หรือพยาบาลฯ แม้เพียงคนเดียว จากกระบวนของการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ขณะที่การเคลื่อนไหวของสินค้าในภูมิภาค ซึ่งสินค้า 99 % อยู่ในกรอบ AFTA แล้ว แต่ในความเป็นจริง การขนย้ายสินค้าเกษตรต่างๆ มายังมาเลเซียนั่นยังสามารถทำได้ยากยิ่ง ซึ่งก็ยังคงติดปัญหากฏระเบียบภายในของแต่ละประเทศ (NTB: Non - Tariff Barriers) ส่วนทางด้านประชากรที่นี้ มีถึง 170 ชาติพันธ์ หากแต่คนที่นี้ จะไม่นิยมแต่งงานข้ามชาติพันธ์กัน คนมุสลิม ก็จะไม่แต่งงานกับคนคริสต์ คนมาเล คนจีน ก็ไม่แต่งงานกับคนอินเดีย เป็นสังคมพหุภาคี คนจีนในระดับกลางเอง เริ่มถูกจำกัดบทบาทมากขึ้น ทั้งในการรับราชการก็จะมีการกั้นพื้นที่ให้คนมาเลก่อน (70%) หรือเช่นการออกหุ้นก็ต้องจำหน่ายหุ้นในราคา Par แก่คนมาเลเซีย 30 % เป็นต้น ...ส่วนเรื่องที่เป็น Hot Issue ที่คนมาเลเซีย กล่าวถึงสังคม ได้แก่ 

1. ข้อกล่าวหาการทุจริตของนายกรัฐมนตรีราจิ๊ป ที่เกี่ยวพันกับตัวเลขถึง 700 ล้านดอลล่าห์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นเรื่องช๊อกสังคมชาวมาเลเซียอย่างมาก โดยเฉพาะกับสมมติฐานของปชช.ที่คิดว่านายกรัฐมนตรีทุกคนเป็นคนดี ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะจบลงอย่างไร
2. สภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ โดยศก.ของมาเล ที่มีการพึ่งพารายได้จากปิโตเลียมเป็นหลัก ซึ่ง 1 ใน 3 ของรายได้งบประมาณของประเทศนั้นล้วนก็มาจากปิโตเลียม มีเพียง 60 % ที่มาจากการเก็บภาษี ขณะที่ราคาน้ำมันปัจจุบันกลับลดลงเหลือเพียง 1ใน 4 ของที่ควรจะเป็น รวมถึงเศรษฐกิจของมาเลก็มีการพึ่งพาตลาดประเทศจีนเยอะมาก ขณะที่การส่งออกปัจจุบันเกือบจะเป็น 0 ซึ่งส่งผลไปกับประชาชน ทำให้รัฐบาลมีการลดการอุดหนุนจากบริการของรัฐที่เคยให้ ตัด/ลด กว่า 20 รายการสิทธิประโยชน์ รวมถึงมีการจัดเก็บภาษีบางอย่างเพิ่มขึ้นอีกด้วย
3. เป้าหมายของที่จะเป็นที่พัฒนาแล้ว ในปี 2020 ซึ่งก็ถือว่าได้พัฒนาไปมาก และอาจสังเกตได้จากการขับรถจากด่านสะเดา ลงไปทางใต้ของมาเลเซีย ก็จะทำให้เห็นได้ชัดเจนมากกว่าประเทศนี้ ได้พัฒนาไปได้เยอะมากจริงๆ เรียกว่าคนที่นี้หายใจเป็น 2020 กันเลยทีเดียว
4. กระแสของการก่อการร้ายที่มีการขยายตัวในประเทศต่างๆ ซึ่งมาเลเซียให้ความสำคัญอย่างมาก จะมีการตรวจตราตามพื้นที่ต่างๆ หากด้วยเพราะคนที่นี้มีความอ่อนไหวกับเรื่องนี้มาก มีการดำรงอยู่ของคนในหลากหลายเชื้อชาติ 

สำหรับด้านการค้าของธุรกิจไทยในประเทศมาเลเซีย จะเห็นว่าคนไทยไม่ค่อยมาค้าขายที่นี้เท่าไรนัก อาจจะเป็นข้อจำกัดในด้านภาษาและการลงทุนในประเทศนี้ หากแต่โอกาสของซื้อขายสินค้ายังมี ซึ่งสามาถผ่านทางธุรกิจของคนจีนที่นี้ เพราะที่นี้ไม่ค่อยมีการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคแล้ว ภาคการเกษตรก็ไม่มี มีแต่การปลูกโกโก้ ปาลม์น้ำมัน และข้าวเท่านั้น อีกส่วนหนึ่งคือการขายชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ให้แก่อุตสาหกรรมรถยนต์ที่นี้ ก็ยังคงมีความเป็นไปได้ แต่ที่น่าสนใจที่สุดคือการใช้ตลาดมาเลเซียในการจัดส่งสินค้าฮาลาลไปยังโลกมุสสิม... ท่านฑูตกล่าวให้มุมมองทางธุรกิจที่น่าสนใจเพิ่มเติม

          กล่าวโดยสรุป สำหรับประเทศนี้ เชื่อว่ายังคงมีอารายที่น่าศึกษาเป็นอันมาก ประเทศที่มุ่งมั่นสู่การจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว 2020 เป็นประเทศที่มีแผนในการพัฒนาที่ชัดเจน ทั้งการขยายตัวของอุตสาหกรรมใหญ่ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ ผสานไปกับความหลากหลายของเชื้อชาติวัฒนธรรม ในขณะที่กำลังจะเพิ่มบทบาทของประเทศที่เชื่อมต่อกับโลกมุสสิม เหล่านี้ ล้วนเป็นความท้าทายของประเทศไทยเช่นกัน ว่าจากนี้ เราจะขับเคลื่อนประเทศต่อไปอย่างไร "มิใช่ให้ก้าวตามให้ทัน แต่ก้าวอย่างไรให้แซง...." คงต้องช่วยกันจากนี้ ของคนทุกภาคส่วนของประเทศเรา ต่อไป





ส่งท้ายทริป..มาเลเซีย ด้วยการร่วมดื่มด่ำบรรยากาศ Roof Bar พร้อมเฉลิมฉลองวันเกิดพี่ใหญ่แห่ง Fly Now ชมวิวตึกแฝดที่ Marini's on 57 
สุดยอดจริงๆ 





(ฉบับหน้า พบกันในทริปสิงค์โปร์ต่อ)





วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2558

ลาวใต้ มนต์เสน่ห์...แหล่งผลิตกาแฟชั้นดี

ลาวใต้ มนต์เสน่ห์...แหล่งผลิตกาแฟชั้นดี

ดร.กรัณย์ สุทธารมณ์ (นมธ.4)

พื้นที่ราบสูง โปลาเวน....ชื่อที่คุ้นหูมานานแสนนาน

ด้วยมิตรภาพของเพื่อน...ทำให้ต่างแพ็คกระเป๋าเตรียมเดินทางกันอีกครั้ง (21 กพ.) โดยสายการบินนกแอร์ เพื่อไปลงเครื่องที่จังหวัดอุบล ระหว่างบนเครื่องก้อเจอพี่ไช้ชวนชิม นักการตลาดตัวยงผู้ร่วมก่อตั้ง KsmeCare ดีใจจุง (เพียง 50 นาทีก้อมาถึงสนามบินจังหวัดอุบลฯ) ลงเครื่องซักพักก็รวมตัว ทีมนักผจญภัย ตั้งแต่ พี่เปิ้ลและพี่ปอย (แห่งdomybest) พี่ไก่ (เอกอัครฑูต) พี่รงค์ (เกาะจิกรีสอร์ท) พี่รีย์ (แห่งรีเวอร์ไซด์) พี่บ๊อยซ์ (เซียนหุ้นตัวเก๋า) น้องเต๋า (หนุ่ม Hot แห่ง AOT) และไกด์กิตติมศักดิ์ของเราในทริปนี้......”บอยปากซอง” แห่งนมธ.4





ขึ้นรถตู้ที่ได้เช่าจากจ.อุบลให้มารอรับ เพื่อเป็นพาหนะให้พวกเราตลอดทริป จากนั้นก้อมารับประทานอาหารกลางวันที่ ร้านสามชัย...ก๋วยจั๊บญวน โจ๊ก ปาท่องโก๋น้ำข้นหวาน  ทยอยเสริฟ์แบบไม่อั้น ...เมื่ออิ่มหนำพอควร เดินทางอีก 90 km. ประมาณ 1 ชม. ก้อมาถึง “ช่องเม็ก” เดินทางผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง (ชำระคนละ 20 บาท) ลอดอุโมงค์ข้ามประเทศ เพื่อข้ามมายังฝั่งลาว (ทางเดินต่างๆ ค่อนข้างแตกต่างจากฝั่งไทยนิส) จุด Duty Free เป็นจุดช๊อปแรกที่นักท่องเที่ยวต้องมาใช้บริการ โดยเฉพาะสินค้าประเภท แอลกอฮอล์ และเราก้อได้มาเพียงพอสำหรับทริปนี้ด้วย (Glenlivet  2 ขวด กับไวน์และแชมเปญอีก 4 ขวด) เดินเล่นซักพัก รถตู้ก้อมารับเรา เพื่อมุ่งหน้าสู่ “เมืองปากเซ” นั่งรถเข้าไป 30 นาที ก้อมาถึงสะพานข้ามแม่น้ำโขง เริ่มเห็นคฤหาสน์ของคุณนายดาวเรืองอยู่ลิ่บๆ สัญญาลักษณ์ว่าเรามาถึงลาวแล้วแน่ๆ





เพื่อเป็นการตอกย้ำการมาถึง เพื่อนบอยจึงพาไปทานร้านอร่อยของที่นี้ ....”ร้านเฝอลานคำ” ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง ข้างคฤหาสถ์คุณนายดาวเรือง จัดไปคนละชาม กับน้ำมะพร้าว  น้ำซุปที่นี้รสชาติกลมกล่อม แถมใส่พริกลาวเพิ่มรสเผ็ดยิ่งแซบหลาย (ใส่นิดๆนะ) อร่อยมาก รวมค่าเสียหายทั้งสิ้น 2 แสนแปดหมื่นแปดพันกีบ....(1,150 บาท) แอบสำรวลคนลาวที่มาทานร้านนี้มีสวยๆหล่อๆ แฟชั่นไม่เบาเหมียนกัยนะเนี่ยะ

จากนั้นเหล่านักผจญภัยนักธุรกิจ เป็นไปไม่ได้ที่จะพลาดการติดต่อสื่อสาร จึงมุ่งไปร้านโทรศัพท์ลาวกันเพื่อที่จะซื้อซิมลาวกัน เพื่อใช้บริการอินเตอร์เน็ต (80 บาทค่าซิม 1G 20 บาท ถ้า Unlimit ก็ 500 บาท) นอกจากนี้โทรศัพท์มือถือที่นี้ ก้อยังถูกกว่าที่เมืองไทย ประมาณ 3,000 – 4,000 บาท (Note 4 3G ลาว 22,000 บาท ไทย 25,900 บาท) แต่ต้องใช้ดุลยพินิจนะจ๊ะ ออกจากร้านเพียง 20 นาที เวลา 15.45 น. ก้อมาถึง โรงแรมจำปาสักแกรนด์ ที่พักตลอด 2 คืนของเรา นั่งรอบริเวณล๊อบบี้ ซักพัก พี่รีย์พี่ใหญ่แห่งรีเวอร์ไซด์ ก้อสบตากับ GM.ของโรงแรมที่นี้...ทันใดนั้น....”เฮ้ย ปุ๊ มาอยู่ที่นี้เหรอ” จากนั้น บทสนทนาของเจ้านายเก่า กับลูกน้อง ก้อทำให้เรามีเพื่อนสมาชิกร่วมก๊วนเพิ่มไปอีกคน....







เข้าพักห้อง 1419 สำรวจห้องพัก เก็บของ อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า  เพื่อลงมาตามที่นัดกันเวลา 16. 00 น. (เด่วมืด) เพื่อมุ่งหน้าเรียนรู้ประเทศลาวให้มากขึ้น จุดเป้าหมายของเราจึงกำหนดไปที่ “วัดภู” (ปราสาทหินวัดภู) นั่งรถไปก้อฟังเพื่อนบอยเล่าให้ฟังถึง ทำไมถึงมาทำธุรกิจที่นี้ ประสบปัญหาอะไรบ้าง...ตลอดทาง  จนมาถึงทางเข้าวัด ที่นี้ต้องชำระค่าเข้า (ซึ่งต่างชาติก้อแพงกว่าตามระเบียบ) จากนั้นมีรถกอลฟ์มารับเข้าไปหน้าทางเข้าอีกที....เพียงแค่เห็นทางเข้า ก็ขนลุกถึงความยิ่งใหญ่ของปราสาทหินวัดภูครั้งในอดีต ....เดินขึ้นแต่ละชั้นๆ ที่นี้ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก เพราะบันไดทางขึ้นชันและแคบ  และแล้วก้อมาถึงพระพุทธรูปที่อยู่บนยอดปราสาท...กราบนมัสการ พร้อมเดินชมภาพหินรูปช้างและพระ รับน้ำศักดิ์สิทธิ์จากธารหินบนยอด บรรยากาศโดยรอบเก่าแก่ แต่ยังขาดการบูรณะอีกมาก .. ที่ว่าเหนื่อยๆกัน พอมองลงไปเห็นวิวสวยงามของบริเวณโดยรอบปราสาทก็ทำให้หายเหนื่อยเลยทีเดียว
กว่าลงมาถึงข้างล่างจึงเริ่มมืดเลย (ดูเหมือนพวกเราจะเป็นคณะสุดท้ายเลยนะเนี่ยะ)






เริ่มหิวอีก...เป้าหมายของเราจึงมุ่งเป้าไปที่ ร้านอาหารริมน้ำโขง...”เรือนแพแม่โขงล้านช้าง” ถูกแนะนำให้แก่พวกเรา และไม่ผิดหวัง บรรยากาศดี  (ฟังเพลงไทยสไตล์ลาวเพลินเลย) อาหารอร่อย โดยเฉพาะ ปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียม ต้มยำปลาบึก ร่วมกับวิสกิ้ดีๆ ซักแก้ว กับเพื่อนดีๆ เยี่ยมไปเบย
ดื่มไปดื่มมา กลับไปต่อที่โรงแรม กว่าจะนอนก้อตีสอง...



เช้ารุ่งขึ้น (21 กพ.) วันนี้เราจะได้ไปชมไร่กาแฟของบอยกัน โดยจะแวะเยี่ยมชมน้ำตก 2 แห่ง ระหว่างทาง “น้ำตกตาดฟาง” คือที่แรกของเรา แค่เดินผ่านทางเข้าก้อพบกับความเย็นเยือก จากนั้นก็จะพบช่องเขา มีน้ำตกสองสายทะลุเขา สวยงามมาก (ถ่ายรูปๆแล้วก้อถ่ายรูป)  จากนั้นก้อมายังแห่งที่สอง “น้ำตกตาดเผือน”  ที่นี้บอยแนะนำให้รู้จักกับลูกสาวเจ้าของทั้งสองคน น่าฮักและเอ็นดู ขยันขันแข็งมาก “... แม่เค้าเป็นเจ้าของ สัปทานกับรัฐลาวเหมือนกัน นักท่องเที่ยวชอบมาที่นี้ เพราะน้ำตกสวย ลงไปได้ถึงข้างล่างน้ำตก  ฝรั่งคนไทยชอบมาที่นี้ ส่วนบริเวณเหนือน้ำตกคนลาวก็นิยมมาปิ๊กนิก นั่งเล่น ทานข้าวกันที่นี้ด้วย” จากนั้นเดินผ่านทางลงไปชมน้ำตกข้างล่าง ลง-ขึ้น พอได้เหนื่อยและเหงื่อ (มาก) จึงมาทานอาหารที่ร้านของลูกสาวเจ้าของทั้งสอง....รับรายการกันแบบไม่ยั้ง ตำลาว (ทั้งเผ็ดและไม่เผ็ด) น้ำตก ซุปหน่อไม้ หมูเปรี้ยว ปลาปิ้ง ข้าวเหนียว ฯ เรียกว่าถึงลาวกันเลยคราวนี้.....อิ่มแซ่ปกันอย่างสุดๆๆ (ชำระค่าเสียหายไป 600,000 กีบ)




อิ่มหนำกัน ก่อนจะแวะไร่กาแฟ เพื่อนบอยจึงพามาแวะเข้าห้องน้ำห้องท่า ดื่มกาแฟ (แก้วที่สามของวันนี้) “สบายดีวัลเล่ย์” ที่พัก ที่บอยบอกว่าเหมือนเป็นบ้านทีสอง (มาบ่อยมากๆๆ) ราคาที่พัก 375,000 กีบ (ประมาณ 1,500 บาท)  ที่นี้ออกแบบได้สวยงาม แบ่งเป็นโซนจำหน่ายของที่ระลึก โซนนั่งเล่น โซนกาแฟ และโซฟาริมระเบียง







จากนั้นเพียง 15 นาที ก้อมาถึงทางเข้าซอย เลาะกำแพงไปประมาณ 800 เมตร ก้อมาถึง เรือนเพาะชำกล้ากาแฟ เพื่อนบอยเริ่มแนะนำทีมงาน 6-7 คน ที่ประจำอยู่ที่นี้ ส่วนใหญ่คือคนที่มาจากเมืองไทย โดยมีหัวหน้าทีมที่เคยทำงานกับบอย มาคอยดูแลอยู่  “....กล้ากาแฟทั้งหมดนี้ เราเพาะเอง ปลูกเอง ใช้ระบบสปริงเกอร์ที่เราทำกันเอง ตอนนี้ปลูกได้ 2,000 ไร่ จากพื้นที่ 7,000 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นพันธ์อาราบีก้า โดยปลูกต้นไม้ใหญ่แซมไร่กาแฟ เพื่อให้ร่มเงา เพราะกาแฟไม่ชอบแดดจัด  ตอนนี้ว่าจะเปลี่ยนใช้ต้นสะตอเพราะว่าได้ผลไปขายได้  ต้นกาแฟเมื่อครบ 3 ปีจะเริ่มให้ผลผลิต  ตอนนี้ 5 ปี เราได้ผลผลิตไปสองรอบแล้ว ที่สำคัญคือดินที่นี้ ดีมาก เป็นดินภูเขาไฟ ดินดำ ที่ที่นี้ตั้งอยู่เมืองปากซอง บนที่ราบสูงโบลาเวน ซึ่งเป็นที่มีอากาศชื้นตลอดทั้งปี ทำให้เหมาะสมกับกับปลูกกาแฟมาก”  บอยพาพวกเราเดินชมไร่กาแฟโดยรอบ จากนั้น....”ผลผลิตส่วนใหญ่ตอนนี้ส่งออกต่างประเทศทั้งหมด ผมมีแผนที่จะแปรรูปให้เป็นผลผลิตกาแฟชั้นดี สร้างแบรนด์เองเหมือนกัน ตอนนี้  ได้สร้างโรงงานแปรรูปอยู่อีกด้านหนึ่ง ...เด่วจะพาไป นั่งรถอีกประมาณ 15 นาที ก้อเข้าพื้นที่โรงงาน ...พื้นที่โรงงานกว้างขวางมาก มีโซนบ้านพักหัวหน้างาน โรงปอกเปลือกและหมักเมล็ดกาแฟ โรงเก็บผลผลิตเม็ดกาแฟ อาคารสำนักงาน และที่สำคัญลานตากเมล็ดกาแฟที่กว้างขวางมากกกก ....บอยบอกว่ากำลังจะขยายลานตากไปอีกเท่าหนึ่ง...”แม่เจ้า...” ไม่ธรรมดาเลย บอยเริ่มพรรณาถึง สรรพคุณของเครื่องจักรแต่ละตัว ที่สั่งนำเข้ามาเอง โดยให้ช่างที่โรงงานประกอบกันเอง แต่ได้ประสิทธิผลดีเยี่ยม ....นำชมเสร็จแล้ว บอยได้เปิดเผยให้พวกเราทราบว่า “...การมาลงทุนที่ประเทศลาว สำคัญคือ ต้องอดทน ต้องเข้มแข็ง จะทำอ่อนแอไม่ได้ การสัมปทานที่ดินต้องทำให้ภาครัฐเห็นความสำคัญและประโยชน์ที่ประเทศเค้าจะได้ด้วย ไม่ใช่เราได้คนเดียว เราต้องดูแลคนของประเทศเค้าเหมือนหรือยิ่งกว่าประเทศเรา ไม่มีใครเป็นพี่ เป็นน้องใคร เราเท่ากัน มีศักดิ์ศรีเหมือนกัน....การใช้ภาษาที่ดี การถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ก็จะทำให้เราทำธุรกิจที่นี้ได้อย่างผาสุก”

สำหรับผมแล้ว..วันนี้ เราได้เห็นตัวอย่างของนักธุรกิจรุ่นใหม่เริ่มบุกเบิกธุรกิจในต่างแดนเองตั้งแต่อายุ 35 ปี ฝ่าฟันกว่าจะได้สัปทานที่ดินในเนื้อที่ 7,000 ไร่ ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับกาแฟ เทคโนโลยี กระบวนการผลิต จนมาวันนี้ผลผลิตของเค้าได้รับการตอบรับจากตลาดต่างประเทศเรียบร้อยแล้ว ...และเราเชื่อว่า วันหน้าเราจะได้เห็น ได้ชิม “กาแฟบอย” หรือในแบรนด์อื่นๆที่มีวางตลาดให้เราได้ชื่นชมได้อย่างแน่นอน

“...เอิ้นบอยก้อได้”



เป็นกำลังใจกับเพื่อนบอยครับ






วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2556

สำนักงานเลขาธิการอาเซียน ในบทบาทความเป็นมาเป็นไปของ AEC....ASEAN


สำนักงานเลขาธิการอาเซียน ในบทบาทความเป็นมาเป็นไปของ AEC…. ASEAN


โดย ดร.พิชญา  ศิริวรรณบุศย์   ถอดความโดย กรัณย์ สุทธารมณ์

ณ สำนักงานเลขาธิการอาเซียน กรุงจาการ์ต้า อินโดนีเซีย

   ข้อมูล ณ วันที่ 12 มิถุนายน 2556  




 เช้าวันที่ 12 มิถุนายน 2556 หลังจากที่พวกเรา คณะศึกษาดูงานจากสถาบันพระปกเกล้า AEC รุ่น3 ในนามกลุ่ม Indo 1-3 ได้ไปรับฟังการบรรยายสรุปที่ KOMUNIKASI DAN INFORMATIKA REPUBLIK INDONESIA  หรือที่เรียกว่า คือ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ ของประเทศอินโดนีเซีย เป็นที่รับทราบเกี่ยวกับทิศทางของการวางแผนในส่วนงานที่เกี่ยวกับ DIGITAL TV แล้ว ในช่วงบ่ายเราเลยมาขออนุญาต รศ.ดร.ขจิต จิตตเสวี  อาจารย์ที่ปรึกษาในการเข้าแวะเยี่ยมชมสถานที่ที่ถือเป็นหัวใจการขับเคลื่อนประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่สำคัญอย่างยิ่ง ยิ่งเมื่อได้มาถึงจาการ์ต้าแล้วนั้น ไม่ควรพลาด!!!  นั่นคือ สำนักงานเลขาธิการอาเซียน (ASEAN) โดยการประสานที่สำคัญจาก ดร.พิชญา ศิริวรรณบุศย์ (ดร.แอน) Assitant Director of ASEAN  (โดยอาศัยความสนิทสนมกว่า 20 ปี ) ซึ่งต้องขอขอบพระคุณในความกรุณาจาก ดร.แอน อย่างยิ่งมาในโอกาสนี้  เมื่อมาถึง ดร.แอน พาพวกเรามาที่ห้องประชุม ชั้น 2 ของอาคาร พร้อมบรรยายโดยสรุปให้พวกเราฟัง...... 







สำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEAN Secretariat) อาเซียนจัดตั้งสำนักงานเลขาธิการอาเซียน ขึ้นเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2519 หลังจากการลงนามในข้อตกลงการจัดตั้งสำนักงานเลขาธิการอาเซียนที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ต่อมาในวันที่ 9 พฤษภาคม 2524 รัฐบาลอินโดนีเซีย ได้มอบอาคารทางตอนใต้ของกรุงจาการ์ตาเพื่อใช้เป็นสำนักงานใหญ่ ของสำนักงานเลขาธิการอาเซียน อาคารดังกล่าวจึงถูกใช้เป็นสำนักงานใหญ่ถาวรของอาเซียน นับตั้งแต่นั้น  ทำหน้าที่ในการติดตามการทำตามคำตัดสิน ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศเพื่อนๆ สมาชิกอาเซียนด้วยกัน แล้วนำผลที่ได้ไปรายงานให้ผู้นำของประเทศเพื่อนๆสมาชิกได้รับทราบ ปัจจุบันมี เล เลือง มินห์ อดีตรมช.ต่างประเทศและนักการทูตชาวเวียดนาม รับหน้าที่เป็นเลขาธิการอาเซียนคนที่ 13 ปี 2013-2018 โดยเป็นการรับตำแหน่งต่อจาก ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียนคนที่ 12 จากประเทศไทย




ในสำนักงานเลขาธิการอาเซียนนี้ ก็จะมีหน่วยงานหนึ่งชื่อ ASEAN integration monitoring office (aimo) โดยจะมีภารกิจที่สำคัญ คือ หน้าที่ในการติดตามผลความก้าวหน้าของความร่วมมือ AEC ในแต่ละประเทศนั้น จะมีการใช้เครื่องมือ คือ “AEC Scordcard” ซึ่งแบ่งเป็นมาตรการแต่ละข้อ แต่ในแต่ละประเทศจะคอยรายงานให้ทราบว่า สิ่งไหนได้ทำไปแล้วสิ่งไหนกำลังดำเนินการอยู่ หรือสิ่งใดที่ยังไม่ได้ทำ ให้กับทางสำนักงานเลขาธิการอาเซียนทุกเดือน จากนั้นจึงทำการรวบรวมสรุปผลการดำเนินงานของแต่ละประเทศนี้ และนำมาคำนวณอัตรา Implementation Rate ว่า ณ ปัจจุบันอยู่ในระดับเท่าไร

ทั้งนี้ การ Implementation จะแบ่งได้เป็น 4 ระยะ นับตั้งแต่ปี 2008 ซึ่ง AEC ได้เริ่มเซ็นความตกลงกันในปี 2007 จึงมีการดำเนินงานมาตั้งแต่ ปี 2008 – 2015  โดยจะมีการติดตาม Implementation Rate ว่ามีความก้าวหน้าอย่างไร ปัจจุบันกำลังอยู่ในระยะที่ 3 ของการติดตามความก้าวหน้า ทั้งนี้การติดตามความก้าวหน้าของ AEC นั้น จำเป็นต้องเข้าใจมิติต่างๆในภูมิภาค ซึ่งอาจจำแนกเป็นภาพส่วนต่างๆของ เศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน ได้ดังนี้

·         สถานการณ์เศรษฐกิจของโลก

GDP Growth  จากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจยุโรปตกต่ำในปี 2008 ทำให้เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เศรษฐกิจโลก จึงมีภาวะดีขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย แต่ยังอ่อนแออยู่ การกระจายของการฟื้นฟูทางศก.ไม่เท่ากัน จะพบว่ามีกระจุกตัวอยู่ที่ ASEAN โดยเฉพาะจีน อินเดีย ประเทศในอาเซียน มากกว่าประเทศที่กลุ่มพัฒนา เช่น ยุโรป หรืออเมริกา แม้ว่าศก.โลกจะมีการขยับตัวสูงขึ้น แต่ก็ยังมีความเสี่ยงด้านการคลัง คือการใช้เงินด้านการคลัง ระเบียบทางการคลัง  โดยจะเห็นได้จากท่าทีของประเทศอเมริกาที่จะมีการถอดทางมาตรการ QE  แต่สำหรับในส่วนยุโรปแม้ว่าจะดีขึ้น แต่ก็ยังมีวิกฤตอยู่ และบางประเทศจากที่ไม่ได้มีวิกฤตก็เริ่มเข้าวิกฤต ซึ่งยังคงต้องจับตามองว่าต่อจากนี้จะเป็นไปในทิศทางไหน  แต่สำหรับญี่ปุ่นก็มีการใช้นโยบายการกระตุ้น Demand ภายในประเทศ ก็อาจจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น

·         การคาดการณ์เศรษฐกิจอาเซียนในปี 2013

เศรษฐกิจอาเซียนในภาพรวมปี 2012 ยังคงเติบโตอยู่ในระดับ 5.6 ส่วนปีนี้ 2013 มีการคาดการณ์ว่าอัตราการเจริญเติบโตเศรษฐกิจทั้งปีน่าจะอยู่ 5.3 - 6 %  สำหรับประเทศในอาเซียน 5  (ASEAN 5)  ซึ่งประกอบด้วย ประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย  ไทย ฟิลิปปินส์ และสิงค์โปร์  ยังถือว่ายังอยู่ในระดับที่โตขึ้น คือระดับที่ 5.2 ส่วนประเทศที่มีอัตราเจริญสูงมาก คือในประเทศใหม่ ได้แก่ ประเทศกัมพูชา พม่า ลาว เวียดนาม เติบโตสูงมาก แต่ส่วนหนึ่งก็เพราะมาจากฐานต่ำ เศรษฐกิจอยู่ในช่วงการพัฒนา  ที่สำคัญปัจจัยที่ทำให้ยังคงดำเนินอยู่ได้นั้นมาจาก Strong Domestic Demand ในภูมิภาค คือ ความต้องการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค และความต้องการการลงทุนในประเทศ รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ GMS ได้แก่ ไทย กลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง พม่า  และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ศก.ในกลุ่มภูมิอาเซียนไม่ได้ตกต่ำ  อีกปัจจัยที่สำคัญคือ ประเทศที่มีลักษณะของการเปิดเขตการค้าเสรี อาทิ ประเทศมาเลเซีย หรือ ไทย และสิงคโปร์ ประเทศเหล่านี้จะได้รับผลกระทบจากวิฤกติเศรษฐกิจโลก เพราะเมื่อสินค้าส่งออกได้รับผลกระทบ ก็จะทำให้เศรษฐกิจลดลงได้ แต่ในปีนี้ 2013 น่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น ดังนั้นทิศทางของกลุ่มประเทศภูมิภาคอาเซียนจึงกำลังมาให้ความสำคัญกับการกระตุ้นความต้องการภายในประเทศมากขึ้น


ส่วนเงินทุนที่ไหลเข้าในกลุ่มประเทศอาเซียนนั้น ปี 2011 อยู่ที่ 108 พันล้าน (Billion) แต่ในปี 2012 ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 107 พันล้าน (Billion) (ซึ่งยังคงเป็นข้อมูลที่ไม่รวมประเทศบูรไนกับพม่า) เงินทุนที่เข้ามาส่วนใหญ่จะเข้ามาในตลาดพันธบัตร (Bond) ในขณะที่ตลาดหุ้นภายในภูมิภาคก็มีการเติบโตอย่างเห็นได้ชัดเช่นกัน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ ASEAN FIVE ส่วนใหญ่จะลงทุนไปที่ประเทศสิงคโปร์ ประมาณ 56 พันล้าน ถือเป็นอันดับ 1 ของภูมิภาค อันดับ 2 ได้แก่ อินโดนีเซีย 20 พันล้าน มาเลเซีย 9.4 พันล้าน และประเทศไทย 8.6 พันล้าน (อันดับที่ 4) ตามลำดับ (อาจด้วยสาเหตุปัญหาภายในประเทศ ในขณะที่ประเทศอินโดนีเซียสามารถพัฒนาการผลิตได้ใกล้เคียงประเทศไทย และมีต้นทุนต่ำกว่าเกือบครึ่งหนึ่ง คือค่าแรงประมาณ 150 บาทต่อวัน)


ด้านเงินเฟ้อ ในภูมิภาคยังไม่ปรากฏที่เป็นลักษณะปัญหาที่ชัดเจนมากนัก  ในขณะที่เคยมีประเทศที่มีปัญหา คือ เวียดนาม ซึ่งสามารถแก้ไขได้แล้ว เมื่อปี 2011 อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับ 12 % แต่ในปี 2012 ปรับอยู่ที่ระดับ 6-7 % ส่วนประเทศบรูไนเป็นประเทศที่มีเงินเฟ้อต่ำที่สุดในอาเซียน คือ 0.4 % สำหรับประเทศไทยอยู่ที่ 3 % ทั้งนี้ในระดับภูมิภาคอาเซียนอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับ 3.2 %




·         นโยบายอาเซียนที่ได้ปรับเปลี่ยนล่าสุด  (ทำอะไรไปบ้าง และสิ่งใดที่ควรต้องทำ)

นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา ประเทศในอาเซียนได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อที่จะกระตุ้นทั้ง การบริโภคและการลงทุน แต่ก็มีแนวโน้มที่จะเริ่มคงตัวมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศสิงคโปร์ที่ระดับอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำมากแล้ว รวมถึงประเทศมาเลเซีย ซึ่งก็ที่มีการใช้มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศร่วมไปด้วยแล้วเช่นกัน

Physical Deposit ปัจจุบันก็ยังคงอยู่ในระดับสูง เนื่องจากที่ประเทศในภูมิภาคอาเซียนต้องการกระตุ้น Demand จากผลพวงที่เคยเกิดขึ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจ ในขณะที่ภาพรวมในรอบ 10 ปี ยังถือว่ายังไม่สูงมาก สิ่งที่น่าสนใจ คือ หนี้สินภาครัฐของแต่ละประเทศในภูมิภาคมีแนวโน้มลดลง ถือว่าสถานะทางด้านการคลังของทั้งภูมิภาคยังอยู่ในระดับที่ปกติ


Balance of Trade ส่วนใหญ่มีการลดลงเนื่องจากผลกระทบจากวิกฤตศก. สำหรับอาเซียน  EU. ถือเป็นคู่ค้าที่มีความสำคัญที่สุด ฉะนั้นเมื่อ EU มีปัญหาจึงส่งผลกระทบต่อการค้าในภูมิภาค แต่ในปี 2013 ได้เปลี่ยนประเทศคู่ค้าสำคัญเป็นประเทศจีนแทน  ในขณะที่ปริมาณการค้าของแต่ละประเทศในภูมิภาค ปี 2012 มีการเติบโตขึ้น 5.3-6 %   และสำหรับในปี 2013 น่าจะสูงขึ้น แต่ก็ต้องระวังวิกฤตเศรษฐกิจจากประเทศยุโรป ส่วนอเมริกาแม้ว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น แต่ก็ต้องจับตาว่ามีมาตรการทางด้านการคลังอย่างไรต่อไป

Rebalancing & Economic Growth จากที่ประเทศในภูมิภาคอาเซียนจะพึ่งพิงการส่งออกเป็นหลัก ก็อาจปรับมาดูนโยบายการลงทุน เน้นการกระตุ้นการบริโภคในภูมิภาคให้มากขึ้นแทน แต่ในขณะเดียวกันนโยบายที่มีการให้ความสำคัญกันมากคือ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในกลุ่มภูมิภาคที่ยั่งยืน และให้ประสานประโยชน์กับทุกประเทศอย่างทั่วถึง Impulsive Economic Growth  แต่ยังรวมไปถึงการเจริญเติบโตของทุนมนุษย์ที่ดี มีการศึกษา การรักษาพยาบาล คือทุกอย่างที่เกี่ยวกับคน ไม่ใช่แค่เฉพาะทางด้านเศรษฐกิจที่ให้แก่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง รวมถึงและการมีวินัยทางการคลังที่ดี

 ที่สำคัญคือ นอกจากมาตรการด้านภาษีที่มีการลดให้กันจากการรวมกลุ่มของประเทศใน AEC แล้ว   ก็ควรจะคิดว่านโยบาย หลังปี 2015 ว่าควรจะมีอะไรเพิ่มเติมอีก ประชาคมอาเซียนควรจะมียุทธศาสตร์ หรือ Blueprint อะไรอีกหรือไม่ อย่างไรต่อไป

                                                                                                                                                                                                               

·         การติดตามผลความก้าวหน้าของอาเซียน  (มีอยู่ 4 ระยะ ปัจจุบันอยู่ในระยะที่ 3)

Implementation Rate  โดยระยะแรก อัตราความก้าวหน้าอยู่ในระดับ 89.5 % ทั้งนี้ยังมีสิ่งที่ยังไม่ได้ทำและยังมีปัญหาอยู่ คือ ความร่วมมือทางภาคบริการและภาคการขนส่ง เนื่องจากจำเป็นต้องอาศัยการลงนาม การตกลงร่วมกันของแต่ละประเทศ ซึ่งเป็นจุดอ่อนไหวต่อผลประโยชน์ระหว่างกัน จึงทำให้ใช้เวลามาก (Air Transport/ Maria)

สำหรับระยะที่สอง มีอัตราความก้าวหน้าในระดับ 72.1 % ที่ยังคงเป็นปัญหา คือ การอำนวยความสะดวกในด้านศุลกากรและภาคบริการ ด้านการขนส่ง ถือเป็นสิ่งมีอุปสรรคค่อนข้างสูง เพราะจะเกี่ยวพันกับการผ่านชายแดน การข้ามประเทศ ทำให้ต้องระยะเวลามีการตกลงกันมาก

และในระยะที่สาม  มีอัตราความก้าวหน้าในระดับ 73 % เนื่องจากภารกิจหลายอย่างที่ได้มีการตกลงและได้นำปฎิบัติเป็นที่ล่วงหน้าแล้ว (ณ พค.56)

รวมทั้ง 3 ระยะ มีอัตราความก้าวหน้าของความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียนในระดับ 77.8 % (ซึ่งหากคิดว่าเหลือเวลาอีก 2 ปี ก็อาจถือได้ว่ายังคงน้อยอยู่)

·         นโยบายที่รัฐบาลของทั้ง 10 ประเทศ ที่ควรให้ความสำคัญ  (ณ เดือน พค. 56)

ปัญหาที่สำคัญในการร่วมกลุ่มอาเซียน

1.       การลงนามที่ล่าช้า บางประเทศต้องผ่านรัฐสภา หรือต้องอาศัยการลงนามทั้ง 10 ประเทศ กว่าจะลงนามเพื่อนำไปใช้ได้ เป็นต้น

2.       มาตราที่ที่ความคิดริเริ่มจะมีการตกลงกันในระดับบน แต่เมื่อนำมาสู่ระดับประเทศหรือภาคปฎิบัติ บางครั้งไม่เหมาะกับกฎหมายหรือข้อปฎิบัติของแต่ละท้องถิ่นนั้นๆ บางประเทศต้องกลับไปแก้กฏหมาย เพื่อให้สามารถตกลงในประเด็นนั้นๆได้ เช่น ในประเด็นของ Capital Market บางประเทศให้ บางประเทศไม่ให้ ต้องกลับไปทำการตกลงกันในกลุ่ม

3.       บางประเทศก็มีความเต็มที่กับการร่วมมือของ AEC แต่บางประเทศก็เฉยๆ กับการร่วมลงนาม หรือบางประเทศกำลังยุ่งกับการพัฒนาภายในประเทศของตนเอง โดยเฉพาะประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตสูงๆซึ่งภาครัฐก็ต้องใช้เวลาไปกับการควบคุมการบริหารจัดการภายใน  เช่นประเทศพม่า เวียดนาม ในขณะที่บางประเทศก็ให้ความสนใจกับการร่วมมือกลุ่มประเทศอื่นมากกว่า เช่น ประเทศมาเลเซียให้ความสนใจกับ TPP (Trans Pacific Partnership) มากกว่า AEC  หรือประเทศอินโดเซีย ให้ความสนใจกับ G20 เพราะอินโดนีเซียเป็นประเทศเดียวที่อยู่ใน G20


ข้อแนะนำสำหรับการรวมกลุ่มอาเซียน

1.       ประเทศในกลุ่มอาเซียนต้องให้ความสำคัญว่ามาตรการไหนที่เกี่ยวข้องกับ AEC ควรจะทำก่อนและรีบทำให้เสร็จ ก่อนที่จะถึงปี 2015 (ซึ่งแต่ละประเทศก็มีความพยายามทำอยู่และส่งรายละเอียดมาให้ทางสนงฯ เพื่อให้ทราบความก้าวหน้า)

2.       ระบบการควบคุมติดตาม (Monitoring System) มีไม่เพียงพอ ไม่ซับซ้อน ยังดีไม่พอ แม้ว่าจะมีความร่วมมือจากภายนอกภูมิภาคที่ให้การสนับสนุน เช่น World Bank,  GIZ ที่เข้ามาและให้ทุนในการศึกษาเกี่ยวกับระบบติดตาม AEC

3.       ช่องว่างกับการพัฒนาความร่วมมือของประเทศในกลุ่มอาเซียน โดยเฉพาะกับประเทศที่เข้ามาใหม่ CLMV กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม  กับประเทศที่มีระดับความก้าวหน้า เช่น ประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย  โดยเฉพาะในด้านการบริการและด้านการเงิน Financial Sector 
 





                   ในวันนี้ผมได้เห็นแล้วว่า แม้ว่าการร่วมมือกันของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะกำลังคืบหน้าไปมากแล้ว แต่ก็ยังประสบปัญหา ข้อจำกัดในระดับภาคปฎิบัติและกฏเกณฑ์ของท้องถิ่นในแต่ละประเทศ หากแต่เป้าหมายสำคัญของการรวมกลุ่มนั้น จะไม่เพียงส่งผลต่อคุณภาพชีวิตทางด้านเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว ประวัติศาสตร์ทางด้านวัฒนธรรมและศาสนาที่ยาวนานนับเป็นพันๆปี นั้น  จะยังได้รับโอกาสรื้อฟื้นความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศกลับมาอีกครั้ง และนั้นหมายความถึงว่า มิติใหม่ของความเป็นมิตรภาพทางสายเลือด ในกลุ่มภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ กลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง จะยืนหยัดความเป็นปึกแผ่น และเป็นศูนย์กลางแห่งมิตรภาพของโลกท่ามกลางคุณภาพชีวิตที่ดี ของมวลมนุษยชาติต่อไป






 ราตรีสวัสดิ์พี่น้องประชาคมอาเซียนทุกท่าน