วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2558

นครวัด นครธม @กัมพูชา...ทำไมต้องไป ?

นครวัด นครธม @กัมพูชา...ทำไมต้องไป?                                                                                                                      โดย กร เมืองเพชร (21032015)



·     1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ?
·     มรดกโลกแห่งแรกของอินโดจีน ?
·     สัมผัสความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรเขมรในอดีต ?
·     ความน่าทึ่งในการจัดการก้อนหินทรายขนาดใหญ่ การเคลื่อน         
 การตัด การจัดวาง ?
·     ภาพแกะสลักหินทราย ศิลปะนูนต่ำที่มีความสวยงามจำนวนมาก ?
·     เตรียมตัวเข้าสู่ AEC หรือ อีกหลายสิ่ง....??


ด้วยอานิสงค์จากโครงการ Shirt & Share ปันน้ำใจแด่น้อง ของ KsmeSixSense G3  (ซื้อเสื้อ 1 ตัว 500 บาท รายได้จะนำไปปันน้ำใจแด่น้องๆนักเรียนเป็นเสื้อ 3 ตัว #เสื้อนักเรียน #เสื้อกีฬา #เสื้อลำลอง) ซึ่งได้มอบเสื้อแก่น้องๆ ไปแล้วในจังหวัดนครราชสีมา จังหวัดเพชรบุรี และคราวนี้พวกเราจึงมีเป้าหมายเพื่อดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมต่อ อีกครั้งหนึ่ง คือ จังหวัดสระแก้ว ....จุดมุ่งหมายใหม่ ที่น่าสนใจร่วมกับ....เขตการค้าชายแดน ไทย - กัมพูชา ...และ “นครวัด”


เส้นทางการเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปสู่จังหวัดสระแก้ว ประมาณ 3.5 ชม. จากจังหวัดสระแก้ว พวกเราแวะจุดหมายสำคัญของโครงการ Shirt & Share นั่นคือ “โรงเรียนบ้านคลองอุดม อ.วังสมบูรณ์ จ.สระแก้ว” เพื่อมอบอุปกรณ์การเรียน กระเป๋านร. เครื่องกรองน้ำ และขนมต่างๆ ร่วมกับพี่คิง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสระแก้ว  




ก่อนเข้าพักที่โรงแรม อรัญเมอร์เมด (Aran Mermaid Hotel) เพื่อตื่นเช้าเดินทางสู่ ด่านข้ามแดนไทย-กัมพูชา (ปอยเปต) จากด่านปอยเปต นั่งรถไปอีก 2 ชม. ก็จะถึง เสียมราบ  (แปลว่า เมืองสยามที่ถูกปราบเรียบ ซึ่งพื้นที่นี้ ทัพสยามเคยปราชัยพ่ายแพ้สงครามให้แก่ทัพเขมรมาก่อน ระยะหลังคนไทยมักเรียก เสียมราช แทน)  เส้นทางถนนลาดยางสะดวกสบาย ผ่านศรีโสภณ พระตะบอง จากนั้น ถนนเริ่มขยายกว้าง เริ่มเห็นโรงแรมขนาดใหญ่ เรียงราย ติดๆกันมากมาย อีกทั้งกองกำลังทหาร สองข้างถนน...


เลข ๑ ​๒ ​๓ ๔ ๕.... คุณรู้ไหม ว่ามาจากประเทศอาราย ?
อังกอร์ ก้อ แปลว่า เมือง นครวัด คือ อังกอร์วัด  นครธม คือ อังกอร์ธม
... ล้วนเป็นน้ำเสียงที่ชัดถ้อยชัดคำ แฝงไปด้วยความเข้มแข็ง  และชาตินิยมของไกด์ของเราในทริปนี้...”ไกด์เพชร”


กษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ผู้ซึ่งปกครองอาณาจักรเขมรโบราณมาได้อย่างปึกแผ่นยาวนาน พระองค์เปลี่ยนมานับถือพระวิษณุ (พระนารายณ์) และโปรดให้สร้างเทวาลัยขนาดมหึมา ทั้งใหญ่ และงดงามที่สุด เพื่อถวายแด่องค์วิษณุเทพ จนมาเป็น “ปราสาทนครวัด” ศาสนสถานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกเคยรู้จัก จนมาถึง พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้ยกฟื้นฟู มีการสร้างปราสาทหินทั้งเล็กและใหญ่ขึ้นมาจำนวนมาก ...ไกด์เพชร เล่าให้ฟังอย่างออกรส





(ภาพสลักนางอัปสรามีพบเห็นได้โดยรอบผนังของนครวัด)




(บริเวณโดยรอบ ของปราสาท ภาพสลักหินทราย ยอดปราสาท)




“ปราสาทบายอน”  ศาสนาสถานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นศาสนสถานในพระพุทธศาสนาแบบมหายาน มีลักษณะเด่นพิเศษคือ มีรูปพระพักตร์แห่งบายอน (สันนิฐานว่าคือพระพักตร์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7) รายล้อมรอบทั้งสี่ด้าน ซึ่งมีทั้งแบบรอยยิ้ม และสงบเยือกเย็น ภาพสลักนูนต่ำที่มีชื่อเสียงจำนวนมาก ส่วนบริเวณกำแพงก็มีแกะสลักเรื่องราวต่างๆ ทั้งวิถีชีวิตของชาวเขมร และเรื่องราวการทำสงครามในอดีต มีพระพุทธรุปอยู่ตรงกลาง เข้าไปสักการะ แล้วรับรู้ถึงพลังงานบางอย่างเลยทีเดียว


“ปราสาทตาพรม” เป็นปราสาทที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สร้างถวายพระราชมารดา และเป็นปราสาทที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต้องมาชมอย่างมาก เพราะเคยเป็นฉากสำคัญฉากหนึ่งในภาพยนต์แนวผจญภัยเรื่อง Tomb Raider นั่นเอง นอกจากนี้จุดเด่นของปราสาทนี้ คือการที่ปราสาทถูกปกคลุมด้วยหมู่รากไม้ขนาดมหึมา 
และที่แห่งนี้นั่นเอง ทำให้คณะของพวกเราได้มีโอกาส พบกันสตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐ มิเชล โอบามาก็มา ณ นครวัดในวันเดียวกับที่เราไปด้วย (เพื่อนเจอนะ แต่ผมไม่เจออ่ะ TT ที่มาภาพ: จาก The Phnom Penh Post)




(First lady of the Untied States Michelle Obama visit the 12th century temples of Angkor Wat 
in Cambodia’s Siem Reap provice on Saturday. Photo by Ethan Harfenist)




ต้องขอขอบคุณศิลาจารึกที่ปราสาทนครวัดที่ทำให้สืบค้นประวัติความเป็นมา......
ไกด์เพชรกล่าวต่อ ....


แน่นอนว่า จากนี้ต่อไป “เสียมเรียบ” กำลังพัฒนาด้านการท่องเที่ยวขนานใหญ่ ทั้งในด้านการจัดการพื้นที่  จุดต้อนรับนักท่องเที่ยว การบริหารพื้นที่จอดรถ (ที่ถูกต้อง สวยงาม) ร้านขายของที่ระลึก ห้องน้ำขาเข้าขาออก การดูแลความสะอาด รวมถึงจุดพื้นที่แสดงข้อมูลของแต่ละโบราณสถาน (Exhibition Hall)  การจัดการความปลอดภัย (ตอนกลางวัน ก็จะมีตำรวจนอกเครื่องแบบจำนวนมากที่คอยตรวจตรา (นอกเครื่องแบบ)  ตอนค่ำก็จะมีตำรวจหน่วย Flying Tiger มาดูแลอีกที) การกำหนดบทลงโทษของคนที่ทำอันตรายแก่นักท่องเที่ยวจะสูงกว่าที่การเกิดกับประชาชนทั่วไป  หลังจากนี้ อีก 2-3 ปี เราคงจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของกัมพูชาในก้าวต่อไปอย่างแน่นอน


และแล้ว คำตอบที่แท้จริงว่าทำไมต้องมา อาจไม่สำคัญ มากกว่าที่จะบอกตัวเองว่ามาแล้วได้อะไร ความสำเร็จในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงความสำเร็จในอนาคต หากแต่ วันหนึ่งทุกอย่างก็ต้องเปลี่ยนแปลง ความรัก ความโลภ ความหลง ล้วนเป็นสิ่งที่ผลักดันให้เกิดสิ่งมหัศจรรย์ได้เสมอ ถ้าเราใช้เป็น สร้างสมดุลแห่งความพอดี ท่ามกลางความเข้าใจในรากฐานของความเป็นไปในอดีต ยอมรับและสร้างมิตรภาพที่ดีซึ่งกันและกัน สังคมแห่งความสุขก็จะเกิดขึ้นได้ในทุกแห่ง ภายใต้หัวใจที่สงบ เยือกเย็น แต่อ่อนไหว



ขอขอบคุณ “พี่พี” ผู้นำทริปใจดี “พี่คิง” เจ้าบ้านที่ต้อนรับอย่างดียิ่ง  และเพื่อนๆ ชาว KsmeSixSense All G. พี่แตงและสามี พี่ไช้ ซุ้ง อี่ บูเบ้ แอน อุ๋ม หลา กระต่าย พี่อ้อย พี่เม้าท์ นีนี่ ทราย พี่ก้อย วีวี่ พี่ง้วน พี่คม จิ๋ว เอกชล  โอ เมย์ น้องเอมมี่  น้องเจี้ยบ และ ไกด์อุ๋ย ...ที่ทำให้เป็นทริปนี้ เป็นทริปแห่งความทรงจำดีๆ ตลอดไป ...ขอบคุณครับ :)

ปล.ที่มาภาพทั้งหมด จากเพื่อนชาวทริปนี้ทั้งสิ้น ...ขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ด้วยนะคับ














วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2558

ลาวใต้ มนต์เสน่ห์...แหล่งผลิตกาแฟชั้นดี

ลาวใต้ มนต์เสน่ห์...แหล่งผลิตกาแฟชั้นดี

ดร.กรัณย์ สุทธารมณ์ (นมธ.4)

พื้นที่ราบสูง โปลาเวน....ชื่อที่คุ้นหูมานานแสนนาน

ด้วยมิตรภาพของเพื่อน...ทำให้ต่างแพ็คกระเป๋าเตรียมเดินทางกันอีกครั้ง (21 กพ.) โดยสายการบินนกแอร์ เพื่อไปลงเครื่องที่จังหวัดอุบล ระหว่างบนเครื่องก้อเจอพี่ไช้ชวนชิม นักการตลาดตัวยงผู้ร่วมก่อตั้ง KsmeCare ดีใจจุง (เพียง 50 นาทีก้อมาถึงสนามบินจังหวัดอุบลฯ) ลงเครื่องซักพักก็รวมตัว ทีมนักผจญภัย ตั้งแต่ พี่เปิ้ลและพี่ปอย (แห่งdomybest) พี่ไก่ (เอกอัครฑูต) พี่รงค์ (เกาะจิกรีสอร์ท) พี่รีย์ (แห่งรีเวอร์ไซด์) พี่บ๊อยซ์ (เซียนหุ้นตัวเก๋า) น้องเต๋า (หนุ่ม Hot แห่ง AOT) และไกด์กิตติมศักดิ์ของเราในทริปนี้......”บอยปากซอง” แห่งนมธ.4





ขึ้นรถตู้ที่ได้เช่าจากจ.อุบลให้มารอรับ เพื่อเป็นพาหนะให้พวกเราตลอดทริป จากนั้นก้อมารับประทานอาหารกลางวันที่ ร้านสามชัย...ก๋วยจั๊บญวน โจ๊ก ปาท่องโก๋น้ำข้นหวาน  ทยอยเสริฟ์แบบไม่อั้น ...เมื่ออิ่มหนำพอควร เดินทางอีก 90 km. ประมาณ 1 ชม. ก้อมาถึง “ช่องเม็ก” เดินทางผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง (ชำระคนละ 20 บาท) ลอดอุโมงค์ข้ามประเทศ เพื่อข้ามมายังฝั่งลาว (ทางเดินต่างๆ ค่อนข้างแตกต่างจากฝั่งไทยนิส) จุด Duty Free เป็นจุดช๊อปแรกที่นักท่องเที่ยวต้องมาใช้บริการ โดยเฉพาะสินค้าประเภท แอลกอฮอล์ และเราก้อได้มาเพียงพอสำหรับทริปนี้ด้วย (Glenlivet  2 ขวด กับไวน์และแชมเปญอีก 4 ขวด) เดินเล่นซักพัก รถตู้ก้อมารับเรา เพื่อมุ่งหน้าสู่ “เมืองปากเซ” นั่งรถเข้าไป 30 นาที ก้อมาถึงสะพานข้ามแม่น้ำโขง เริ่มเห็นคฤหาสน์ของคุณนายดาวเรืองอยู่ลิ่บๆ สัญญาลักษณ์ว่าเรามาถึงลาวแล้วแน่ๆ





เพื่อเป็นการตอกย้ำการมาถึง เพื่อนบอยจึงพาไปทานร้านอร่อยของที่นี้ ....”ร้านเฝอลานคำ” ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง ข้างคฤหาสถ์คุณนายดาวเรือง จัดไปคนละชาม กับน้ำมะพร้าว  น้ำซุปที่นี้รสชาติกลมกล่อม แถมใส่พริกลาวเพิ่มรสเผ็ดยิ่งแซบหลาย (ใส่นิดๆนะ) อร่อยมาก รวมค่าเสียหายทั้งสิ้น 2 แสนแปดหมื่นแปดพันกีบ....(1,150 บาท) แอบสำรวลคนลาวที่มาทานร้านนี้มีสวยๆหล่อๆ แฟชั่นไม่เบาเหมียนกัยนะเนี่ยะ

จากนั้นเหล่านักผจญภัยนักธุรกิจ เป็นไปไม่ได้ที่จะพลาดการติดต่อสื่อสาร จึงมุ่งไปร้านโทรศัพท์ลาวกันเพื่อที่จะซื้อซิมลาวกัน เพื่อใช้บริการอินเตอร์เน็ต (80 บาทค่าซิม 1G 20 บาท ถ้า Unlimit ก็ 500 บาท) นอกจากนี้โทรศัพท์มือถือที่นี้ ก้อยังถูกกว่าที่เมืองไทย ประมาณ 3,000 – 4,000 บาท (Note 4 3G ลาว 22,000 บาท ไทย 25,900 บาท) แต่ต้องใช้ดุลยพินิจนะจ๊ะ ออกจากร้านเพียง 20 นาที เวลา 15.45 น. ก้อมาถึง โรงแรมจำปาสักแกรนด์ ที่พักตลอด 2 คืนของเรา นั่งรอบริเวณล๊อบบี้ ซักพัก พี่รีย์พี่ใหญ่แห่งรีเวอร์ไซด์ ก้อสบตากับ GM.ของโรงแรมที่นี้...ทันใดนั้น....”เฮ้ย ปุ๊ มาอยู่ที่นี้เหรอ” จากนั้น บทสนทนาของเจ้านายเก่า กับลูกน้อง ก้อทำให้เรามีเพื่อนสมาชิกร่วมก๊วนเพิ่มไปอีกคน....







เข้าพักห้อง 1419 สำรวจห้องพัก เก็บของ อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า  เพื่อลงมาตามที่นัดกันเวลา 16. 00 น. (เด่วมืด) เพื่อมุ่งหน้าเรียนรู้ประเทศลาวให้มากขึ้น จุดเป้าหมายของเราจึงกำหนดไปที่ “วัดภู” (ปราสาทหินวัดภู) นั่งรถไปก้อฟังเพื่อนบอยเล่าให้ฟังถึง ทำไมถึงมาทำธุรกิจที่นี้ ประสบปัญหาอะไรบ้าง...ตลอดทาง  จนมาถึงทางเข้าวัด ที่นี้ต้องชำระค่าเข้า (ซึ่งต่างชาติก้อแพงกว่าตามระเบียบ) จากนั้นมีรถกอลฟ์มารับเข้าไปหน้าทางเข้าอีกที....เพียงแค่เห็นทางเข้า ก็ขนลุกถึงความยิ่งใหญ่ของปราสาทหินวัดภูครั้งในอดีต ....เดินขึ้นแต่ละชั้นๆ ที่นี้ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก เพราะบันไดทางขึ้นชันและแคบ  และแล้วก้อมาถึงพระพุทธรูปที่อยู่บนยอดปราสาท...กราบนมัสการ พร้อมเดินชมภาพหินรูปช้างและพระ รับน้ำศักดิ์สิทธิ์จากธารหินบนยอด บรรยากาศโดยรอบเก่าแก่ แต่ยังขาดการบูรณะอีกมาก .. ที่ว่าเหนื่อยๆกัน พอมองลงไปเห็นวิวสวยงามของบริเวณโดยรอบปราสาทก็ทำให้หายเหนื่อยเลยทีเดียว
กว่าลงมาถึงข้างล่างจึงเริ่มมืดเลย (ดูเหมือนพวกเราจะเป็นคณะสุดท้ายเลยนะเนี่ยะ)






เริ่มหิวอีก...เป้าหมายของเราจึงมุ่งเป้าไปที่ ร้านอาหารริมน้ำโขง...”เรือนแพแม่โขงล้านช้าง” ถูกแนะนำให้แก่พวกเรา และไม่ผิดหวัง บรรยากาศดี  (ฟังเพลงไทยสไตล์ลาวเพลินเลย) อาหารอร่อย โดยเฉพาะ ปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียม ต้มยำปลาบึก ร่วมกับวิสกิ้ดีๆ ซักแก้ว กับเพื่อนดีๆ เยี่ยมไปเบย
ดื่มไปดื่มมา กลับไปต่อที่โรงแรม กว่าจะนอนก้อตีสอง...



เช้ารุ่งขึ้น (21 กพ.) วันนี้เราจะได้ไปชมไร่กาแฟของบอยกัน โดยจะแวะเยี่ยมชมน้ำตก 2 แห่ง ระหว่างทาง “น้ำตกตาดฟาง” คือที่แรกของเรา แค่เดินผ่านทางเข้าก้อพบกับความเย็นเยือก จากนั้นก็จะพบช่องเขา มีน้ำตกสองสายทะลุเขา สวยงามมาก (ถ่ายรูปๆแล้วก้อถ่ายรูป)  จากนั้นก้อมายังแห่งที่สอง “น้ำตกตาดเผือน”  ที่นี้บอยแนะนำให้รู้จักกับลูกสาวเจ้าของทั้งสองคน น่าฮักและเอ็นดู ขยันขันแข็งมาก “... แม่เค้าเป็นเจ้าของ สัปทานกับรัฐลาวเหมือนกัน นักท่องเที่ยวชอบมาที่นี้ เพราะน้ำตกสวย ลงไปได้ถึงข้างล่างน้ำตก  ฝรั่งคนไทยชอบมาที่นี้ ส่วนบริเวณเหนือน้ำตกคนลาวก็นิยมมาปิ๊กนิก นั่งเล่น ทานข้าวกันที่นี้ด้วย” จากนั้นเดินผ่านทางลงไปชมน้ำตกข้างล่าง ลง-ขึ้น พอได้เหนื่อยและเหงื่อ (มาก) จึงมาทานอาหารที่ร้านของลูกสาวเจ้าของทั้งสอง....รับรายการกันแบบไม่ยั้ง ตำลาว (ทั้งเผ็ดและไม่เผ็ด) น้ำตก ซุปหน่อไม้ หมูเปรี้ยว ปลาปิ้ง ข้าวเหนียว ฯ เรียกว่าถึงลาวกันเลยคราวนี้.....อิ่มแซ่ปกันอย่างสุดๆๆ (ชำระค่าเสียหายไป 600,000 กีบ)




อิ่มหนำกัน ก่อนจะแวะไร่กาแฟ เพื่อนบอยจึงพามาแวะเข้าห้องน้ำห้องท่า ดื่มกาแฟ (แก้วที่สามของวันนี้) “สบายดีวัลเล่ย์” ที่พัก ที่บอยบอกว่าเหมือนเป็นบ้านทีสอง (มาบ่อยมากๆๆ) ราคาที่พัก 375,000 กีบ (ประมาณ 1,500 บาท)  ที่นี้ออกแบบได้สวยงาม แบ่งเป็นโซนจำหน่ายของที่ระลึก โซนนั่งเล่น โซนกาแฟ และโซฟาริมระเบียง







จากนั้นเพียง 15 นาที ก้อมาถึงทางเข้าซอย เลาะกำแพงไปประมาณ 800 เมตร ก้อมาถึง เรือนเพาะชำกล้ากาแฟ เพื่อนบอยเริ่มแนะนำทีมงาน 6-7 คน ที่ประจำอยู่ที่นี้ ส่วนใหญ่คือคนที่มาจากเมืองไทย โดยมีหัวหน้าทีมที่เคยทำงานกับบอย มาคอยดูแลอยู่  “....กล้ากาแฟทั้งหมดนี้ เราเพาะเอง ปลูกเอง ใช้ระบบสปริงเกอร์ที่เราทำกันเอง ตอนนี้ปลูกได้ 2,000 ไร่ จากพื้นที่ 7,000 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นพันธ์อาราบีก้า โดยปลูกต้นไม้ใหญ่แซมไร่กาแฟ เพื่อให้ร่มเงา เพราะกาแฟไม่ชอบแดดจัด  ตอนนี้ว่าจะเปลี่ยนใช้ต้นสะตอเพราะว่าได้ผลไปขายได้  ต้นกาแฟเมื่อครบ 3 ปีจะเริ่มให้ผลผลิต  ตอนนี้ 5 ปี เราได้ผลผลิตไปสองรอบแล้ว ที่สำคัญคือดินที่นี้ ดีมาก เป็นดินภูเขาไฟ ดินดำ ที่ที่นี้ตั้งอยู่เมืองปากซอง บนที่ราบสูงโบลาเวน ซึ่งเป็นที่มีอากาศชื้นตลอดทั้งปี ทำให้เหมาะสมกับกับปลูกกาแฟมาก”  บอยพาพวกเราเดินชมไร่กาแฟโดยรอบ จากนั้น....”ผลผลิตส่วนใหญ่ตอนนี้ส่งออกต่างประเทศทั้งหมด ผมมีแผนที่จะแปรรูปให้เป็นผลผลิตกาแฟชั้นดี สร้างแบรนด์เองเหมือนกัน ตอนนี้  ได้สร้างโรงงานแปรรูปอยู่อีกด้านหนึ่ง ...เด่วจะพาไป นั่งรถอีกประมาณ 15 นาที ก้อเข้าพื้นที่โรงงาน ...พื้นที่โรงงานกว้างขวางมาก มีโซนบ้านพักหัวหน้างาน โรงปอกเปลือกและหมักเมล็ดกาแฟ โรงเก็บผลผลิตเม็ดกาแฟ อาคารสำนักงาน และที่สำคัญลานตากเมล็ดกาแฟที่กว้างขวางมากกกก ....บอยบอกว่ากำลังจะขยายลานตากไปอีกเท่าหนึ่ง...”แม่เจ้า...” ไม่ธรรมดาเลย บอยเริ่มพรรณาถึง สรรพคุณของเครื่องจักรแต่ละตัว ที่สั่งนำเข้ามาเอง โดยให้ช่างที่โรงงานประกอบกันเอง แต่ได้ประสิทธิผลดีเยี่ยม ....นำชมเสร็จแล้ว บอยได้เปิดเผยให้พวกเราทราบว่า “...การมาลงทุนที่ประเทศลาว สำคัญคือ ต้องอดทน ต้องเข้มแข็ง จะทำอ่อนแอไม่ได้ การสัมปทานที่ดินต้องทำให้ภาครัฐเห็นความสำคัญและประโยชน์ที่ประเทศเค้าจะได้ด้วย ไม่ใช่เราได้คนเดียว เราต้องดูแลคนของประเทศเค้าเหมือนหรือยิ่งกว่าประเทศเรา ไม่มีใครเป็นพี่ เป็นน้องใคร เราเท่ากัน มีศักดิ์ศรีเหมือนกัน....การใช้ภาษาที่ดี การถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ก็จะทำให้เราทำธุรกิจที่นี้ได้อย่างผาสุก”

สำหรับผมแล้ว..วันนี้ เราได้เห็นตัวอย่างของนักธุรกิจรุ่นใหม่เริ่มบุกเบิกธุรกิจในต่างแดนเองตั้งแต่อายุ 35 ปี ฝ่าฟันกว่าจะได้สัปทานที่ดินในเนื้อที่ 7,000 ไร่ ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับกาแฟ เทคโนโลยี กระบวนการผลิต จนมาวันนี้ผลผลิตของเค้าได้รับการตอบรับจากตลาดต่างประเทศเรียบร้อยแล้ว ...และเราเชื่อว่า วันหน้าเราจะได้เห็น ได้ชิม “กาแฟบอย” หรือในแบรนด์อื่นๆที่มีวางตลาดให้เราได้ชื่นชมได้อย่างแน่นอน

“...เอิ้นบอยก้อได้”



เป็นกำลังใจกับเพื่อนบอยครับ






วันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2557

บันทึกแห่งความทรงจำ....ปั่นไปบอกรักพ่อ 110 กม. (สมุทรสงคราม – เพชรบุรี – หัวหิน) #5 ธันวา 2557

บันทึกแห่งความทรงจำ....ปั่นไปบอกรักพ่อ 110 กม. (สมุทรสงคราม – เพชรบุรี – หัวหิน)
#5 ธันวา 2557
 โดย กรัณย์ สุทธารมณ์


ณ เดือนสิงหาคม......นั่งคลิกๆ หาข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางจักรยานทางเฟสไปเรื่อยๆ ....วันหนึ่งก้อมาพบเว๊ปไซด์ ซึ่งลงโปรแกรมการปั่นจักรยานของทั้งปี...สะดุดตาที่ กิจกรรม ปั่นไปบอกรักพ่อ 5 ธันวา จัดโดยบริษัท เวิลด์ไบค์ จำกัดและ Thaimtb.com ค่าสมัคร 999 บาท (ได้เสื้อปั่นจักรยานสีเหลืองด้วย)....รู้สึก เฮ้ย.. น่าสนใจมากเลย เป็นการที่ได้แสดงออกซึ่งความจงรักภักดี และได้ปั่นในเส้นทางของบ้านเรา(เพชรบุรี)ด้วย (เส้นเรียบชายฝั่งทะเล บางตะบูน บ้านแหลม หาดเจ้าสำราญ ปึกเตียน และชะอำ).....แต่ก้อแอบคิดต่อไปว่า จักรยานยังไม่มีเลย (ตอนนั้น) แล้ว 100 กว่าโลเนี่ย มันน้องๆ เพชรบุรี – กรุงเทพ เลยนะ ขับรถยนต์ยังเพลียเลย ...แล้วปั่นจักรยาน เราจะไหวเหรอ..^^”  ....หลังจากนั้น ประมาณสัปดาห์กว่าๆ ด้วยความที่มีการเลือกหมายเลขประจำเสื้อด้วย (ช้าเด่วอด เลขสวย) สมัครไปเลยแล้วกัน เรื่องนั้น ค่อยมาฟิตกัน (กะว่าจะใช้การวิ่งและปั่นถือเป็นซ้อมไปด้วยกัน) และแล้วก้อโอนเงิน พร้อมแจ้งขอหมายเลข 141  (เลขสวยประจำรุ่นโรงเรียนสมัยมัธยม  BCC. 141) แต่ยังไม่วายเชิญชวน สท.ประภาส อินทนู มิตรสหายด้านจักรยานของผมสมัครเป็นเพื่อนด้วย


ณ วันที่ 4 ธันวาคม 57 .....วันนี้เป็นวันปิดคอรส์ หลักสูตร สุดยอดผู้ประกอบการยุคใหม่เพื่อสังคม สำหรับผู้บริหาร รุ่นที่ 1 (SEPS1) ผมได้รับคำสั่งให้นำเสนอโครงการ CSR  ของกลุ่มสีเหลือง โดยเราเลือกโครงการพระราชดำริชั่งหัวมัน ซึ่งก็เกี่ยวพันกับจักรยานของที่ศูนย์นี้ด้วย.....(เรียกว่า ออกจากเพชรบุรี 12.00 น. มาถึง 14.00 น. มาถึงขึ้นนำเสนอเลย เกือบไม่ทัน) ...จากนั้นก้อเข้าพิธีรับประกาศนียบัตร จาก ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่สำคัญคือ เมื่อรับประกาศฯ เสร็จ งานเลี้ยงย่อมมีวันเริ่มล่ะ ....สัญญาณของการไป FALABELA เริ่มก่อตัวขึ้น....แต่เราต้องไปปั่นตอนตี 5 ทานข้าวกับเพื่อนๆได้เพียงสองทุ่มก้อต้องตัดใจมูฟกลับเพชรบุรี ....ถึงเพชรบุรี เกือบ 5 ทุ่ม เพราะรถติดมาก (หยุด3 วัน คนออกต่างจังหวัดเยอะมาก) รีบจัดเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็น .....กว่าจะนอนได้เกือบตีหนึ่ง เพื่อความชัวร์จึงโพสใน LINE SEPS1 สีเหลือง ใครตื่นช่วยปลุกผมตอนตีสี่ ที จะขอบพระคุณมาก






ณ วันที่ 5 ธันวาคม 57 ....เวลา ตี 4 เป๊ก เสียงโทรศัพท์ดังปลุกให้ตื่น จากน้องหยง พี่เอ็กซ์ (SEPS1 สีเหลือง) ....รีบแต่งตัวโดยที่นัดแนะกับคนขับรถพี่เล็ก เจอกันที่ โรงแรมรอยัล ไดมอน ตี 5 ...แวะซื้อขนมปังและโอวัลติน รองท้อง ระหว่างขับรถไปรวมพลที่ อบต.คลองโคน จ.สมุทรสงครามและแล้วก้อมาถึง อบต.คลองโคน ประมาณ 5.40 น. บรรยากาศค่อนข้างคึกคักแต่มืดไปนิส จากนั้นเอาจึงไปถ่ายรูปกับซุ้มปล่อยตัว สลับกันถ่ายกับนักปั่นข้างๆ เสียงพิธีกรให้สัญญาว่าจะปล่อยตัวในเวลา 6.09 น. โดยมีพิธีการเล็กน้อย โดย สจ.สมุทรสงคราม มาถ่ายรูปหน้าซุ้ม ...เสียงสัญญาประกาศปล่อยตัว ณ เวลา 6.30 น. ผมอยู่หน้าสุด ค่อยๆปั่นไปพร้อมกับใจที่ตื่นเต้นอยู่ลึกๆ ....สัญญาแห่ง 110 กม. เริ่มแล้วจิงๆใช่ไหม ...เราจะถอยไม่ได้แล้วนะ (คนขับรถก้อกลับไปแล้ว)....สู้สู้บอกตัวเอง (เต็มที่ก้อเคยปั่นแค่ 50 กม.จากเพชรบุรี ไปแก่งกระจานครั้งเดียว)

ขบวน คณะปั่นไปบอกรักพ่อ เริ่มเคลื่อนอย่างรวดเร็ว แม้ว่าช่วงแรกจะพยายามเร่งฝีเท้า แต่คงรักษาระดับพลังของร่างกายไว้ ที่ 30 Km/ชม.  แต่พอหลุด 10 Km. แรก  นักปั่นส่วนใหญ่ก้อค่อยๆแซงเราไปเรื่อยๆ (เด็กยังแซง TT)  เราจึงค่อนมาทางกลุ่มกลางล่างๆ ปั่นมาได้ 40 กิโลเมตรแรก ในใจคิดว่า ยังดีได้ 1 ใน 3 ของระยะทางแล้ว (แต่ระหว่างทางก่อนถึง มีอาการกล้ามเนื้อกระตุกที่หลังน่องขวา จึงทำให้กังวลๆอยู่เหมือนกัน)  


คณะนักปั่นได้มาแวะที่จุดพักที่ 1 โครงการพระราชดำริฟาร์มทะเลตัวอย่าง ที่นี้ เจ้าหน้าที่มีบริการน้ำดื่ม กล้วยไข่ และแตงโม ผมได้พาเจ้าอะระชิ (เจ้าพายุจักรยานคู่ใจ) เข้าผิงกับเสาเต้นท์ และหาน้ำดื่ม ...เผอิญเจอน้องมาขอผิงจักรยานด้วย (ดูท่าทางปั่นเก่งไม่เบา) เลยถามว่ามีอาการกล้ามเนื้อกระตุกนิสๆ จะเป็นไรไหม ....น้องบอกว่า ระวังเป็นตะคริวนะครับ (เลยถามต่อว่าแล้วต้องทำไงอ่ะ/ไม่ได้รู้เรื่องเล้ยเรา) พี่ต้องมั่นจิบน้ำบ่อยๆ อย่าให้ร่างกายขาดน้ำ และพี่ทานกล้วยเยอะๆนะครับ ตุนไว้ก่อน ต้องใช้พลังงานเยอะ ...เท่านั้นหล่ะ จากที่จะไม่กินกล้วย เลยจัดไป 4 ใบ ตามคำแนะนำ พร้อมแน๊บขวดน้ำไว้ที่หลังเสื้อเตรียมไว้ (หมุนบิดฝาพร้อมดื่มให้เรียบร้อย) เข้าห้องน้ำห้องท่าให้เรียบร้อย .....จากนั้น ก็ได้ยินสต๊าฟผู้จัด เรียกหาโทรโข่ง เพื่อที่จะประกาศอารายซักอย่าง.....แต่คงหาไม่เจอ เลยตะโกน ...พี่ๆค่ะ ยังมีการปล่อยปลาอีกนะค่ะ ขอเรียนเชิญพี่ๆด้วยนะค่ะ....หลังคำประกาศประมาณ 10 นาที ก็ไม่เห็นมีใครขยับทิศทางจักรยานไปไหน หลายคันก็ออกตัวขี่ต่อไป สักพักจึงเหลือบไปพี่สต๊าฟ(เสื้อขาว) ปั่นจักรยานมาพร้อมแจ้งว่าไปปล่อยปลาทางนี้นะครับ ....ไม่ทันไร ผมจึงคว้าจักรยานและรีบปั่นตามไป ก็คือปั่นเข้าไปในโครงการฟาร์มทะเล ประมาณ 600 เมตรนั่นเอง ก็เจอพี่สต๊าฟ และเจ้าหน้าที่โครงการฯกว่า 20 คนที่ตั้งท่ารอคอยทีมจักรยานเพื่อมาปล่อยปลาด้วยกัน...มองซ้ายมองขวา ก็ไม่เห็นใครตามมา พี่สต๊าฟเลยขอโทษพี่ๆเจ้าหน้าที่โครงการฯที่ผิดพลาดในการสื่อสาร (เหลือนักปั่นมาปล่อยเพียง 2 คน นับจิงๆก้อมีผมคนเดียวเบยนะเนี่ยะ....ก้อพี่ไม่เคยชี้แจงให้นักปั่นทราบล่วงหน้านี่น่า) จากนั้นผมกับพี่สต๊าฟและเจ้าหน้าที่จึงรุดหน้าหิ้วถุงพันธ์ปลา (ผมหิ้วสองถุง) ไปริมทะเล แล้วได้ ปล่อยพันธุ์ปลา ไปทั้งสองถุง (ชื่นใจ ได้เริ่มทำดีวันพ่อหล่ะ) ...เสร็จแล้วจึงรีบกลับมาเอาจักรยานปั่นออกจากโครงการ ...ที่จุดพักเหลือนักปั่นเพียงสี่ห้าคนเท่านั้นตกจายเลย!! (คราวนี้หล่ะเป็นที่โหล่ของจริง)  ปั่นไปเรื่อยๆ จาก 50 กิโล... 60 กิโล ทุกสิบกิโลก็ต้องจะดื่มน้ำทีหนึ่ง (ค่อยๆกลืนทีละนิดๆ) แต่ด้วยเส้นทางที่คุ้นเคย (ขับรถนะไม่ใช้ปั่น) จึงไม่กังวลอะไร แม้ไม่มีใครปั่นข้างๆด้วยเลย 



ปั่นไปเรื่อยๆ จนมาถึงจุดพักที่ 2 ค่ายศรียานนท์ (73 กม.) เริ่มเหนื่อยๆชอบกล จุดนี้จัดไปกล้วยไข่ 4 ใบ น้ำเกลือแร่ 1 ขวด (ของหมด เลยวานน้องนร.เจ้าหน้าที่ไปซื้อมา 2 ขวด เผื่อคนอื่นๆ อีกขวด) เพิ่มแตงโมอีก 2 ชิ้น เพิ่มความสดชื่น (ที่ขาดไม่ได้ คือต้องเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย) จากนั้นเริ่มปั่นอีกครั้ง ....คราวนี้ตั้งเป้าคือผ่านเมืองชะอำ ระหว่างทางได้เห็นชาวบ้านแต่ละหมู่บ้านออกมาตัดหญ้า ฟันต้นไม้ที่ขึ้นรก เก็บขยะ เกือบตลอดทาง (อดคิดไม่ได้ว่าจะมีสักกี่คนในโลก ที่มีคนมากมายมุ่งทำสิ่งดีๆเพื่อถวายท่าน) ปั่นไปเรื่อยๆ ขาก้อเริ่มหนักขึ้น  คราวนี้จึงพยายามนึกถึงเหมือนเมื่อตอนวิ่งฮาลฟ์มาราธอน 21 Km. คือ คิดและมองเฉพาะระยะหน้าเราแค่ 10 เมตร วิ่งให้มันผ่านเส้นข้างหน้าเราก้อพอแล้ว ...และคราวนี้ ก้อคือปั่นให้มันผ่านจุดข้างหน้าเราก้อพอแล้วเช่นกัน คือ ตั้งเป้าสั้นๆ แล้วให้มันบรรลุไปเรื่อยๆ เราจะไม่เหนื่อยกับมัน ....วิธีนี้ยังคงใช้ได้ผลกับผม....(สามารถหลอกล่อจิตใจผมได้หลายกิโลทีเดียว) มองไปไกลๆ ไม่มีใครเลยซักคน ปั่นมาถึงรพ.ชะอำ ต้องคอยมองป้ายบอกทางสังเกตเอาเอง (ป้ายก้อไม่ได้เขียนชื่อโครงการซะอีก มีเพียงป้ายพื้นเหลือง และลายเส้นสีดำให้พอเดา) 



ผ่านสี่แยกชะอำ ปั่นเรื่อยมาจนมาถึง จุดพักที่ 3 โครงการ The Energy (90 กม.) ณ ที่นี้ ค่อยอุ่นใจหน่อยมีนักปั่นนั่งพักและถ่ายรูปเล่นกันตรึมเบย ที่โครงการมีการตกแต่งด้วยเรื่องราวโครงการพระราชดำริของในหลวง ดูดีทีเดียว ผมเองก้อได้สลับถ่ายภาพกับเพื่อนนักปั่นที่จอดรถใกล้กันอีกครั้ง นอกจากนี้จุดนี้เป็นจุดบริการอาหารและเครื่องดื่มนักปั่น โดยไปลงทะเบียนแล้วจะได้รับเสื้อเหลืองของโครงการและรับคูปอง 4 ใบ (อาหาร น้ำ ขนมและผลไม้) ไปแลกที่ชั้น 2 บรรยากาศดีมาก รับอาหารแล้วไปรับประทานในห้องโถงส่วนกลางที่ตกแต่งได้สวยงาม พร้อมแอร์เย็นๆ (ทำให้สนใจโครงการ The Energy ขึ้นมาทีเดียว ถือเป็นกลยุทธ์การตลาดที่ดีอย่างหนึ่ง) พักเหนื่อยสักครู่ ก้อรับทราบว่าเค้ามีตั้งแถวเพื่อทยอยปั่นเข้าไปบอกรักพ่อ (ลงนามถวายพระพร) ....ไม่รอช้า เพราะเวลาก้อเที่ยงแล้ว (หันซ้ายหันขวายังมีนักปั่นนั่งทานนั่งเล่นอยู่เยอะเลย) ....ไม่เอาหล่ะ ลุยต่อดีกว่า ....และแล้ว ก้อเป็นคันเดียวโดดๆที่เคลื่อนตัวออกไปสู่โลกกว้างอีกครั้ง (รู้สึกอย่างนั้นจิงๆ) .....คราวนี้ สภาพขาและก้นมาเต็ม 90 กม.ที่สะสมมาได้แสดงออก ณ เวลานี้ .....เจ็บก้นมากกก…..” พยายามเปลี่ยนจุดรับก้นกับเบาะไปทั่วๆ ก้อยังเจ็บ....แต่ละเมตรๆ ผ่านไปด้วยความยากเย็น ตาก็จดจ้องแต่ที่ไมล์วัดความเร็วจักรยานที่ขยับจากหน่วยย่อย จากซม. มาเป็นเมตร และเป็นแต่ละกม. รอวันจะผ่าน 100 กม.แรกในชีวิต... ไม่เพียงเท่านั้น อาการขาก็เริ่มมาเยือน ขาเริ่มหนักขึ้นๆ จนต้องพยายามให้กลไกของขาหมุนเหวี่ยงไปอัตโนมัติ ทำใจให้ว่าง (เหมือนนั่งสมาธิ) จะได้ไม่คิดและจดจ่อกับขามากไป ....มาผ่าน 100 กิโล ที่อุโมงค์ทางลอดสนามบิน....(เย้ เย้) ในอุโมงค์เค้าจัดให้ปั่นบนขอบฟุตบาธ ทำให้ปั่นลื่นเบาแรงไปได้เยอะ(ประมาณ 800 เมตร) ....แต่พอออกมา 10 กิโลสุดท้าย ปีศาจแห่งกิโลที่ 100 เริ่มทำงานอีกครั้ง ....โชคดีที่มีนักปั่นที่ปั่น(ไม่ค่อยเร็ว)อยู่ข้างหน้าเป็นกำลังใจ เห็นเค้าปั่นได้ เราก้อต้องไปได้....จึงค่อยๆตามกันไป....ผ่านไจแอนท์ผับ  ...ผ่านไฮ 4 ... ผ่านเพลินวาน (ในใจบอกอีกนิสเดียวววว) 



....หล่ะแล้ว เวลาประมาณ 12.45 น. ภารกิจปั่นมาบอกรักพ่อก้อมาถึง สำนักงานพระราชวังไกลกังวล... รีบนำจักรยานไปจอดใต้ตึก แล้วขึ้นไปเพื่อลงนามถวายพระพร ....(รู้สึกตัวเองทันทีว่าสกปรกมากกก) ยิ่งขึ้นไปเจอคณะราชการชุดขาวเพียบเบย  เหลือบไปเห็น พี่อัยการดำริ และพี่กิตติ ปชส.ประจวบฯ ...อ้อ จากจังหวัดประจวบฯแน่เบย (เลยถ่ายรูปกันแชะหนึ่ง) จึงขอตัวไปลงนามถวายพระพรอย่างเป็นทางการ ....ขอพระองค์ทรงพระเจริญ พระพลามัยแข็งแรง เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของปวงชนชาวไทยตลอดไป(คิดในใจเพราะสมุดลงนามมีให้แค่ลงชื่อเท่านั้น) จากนั้นจึงลงนาม ดร.กรัณย์ สุทธารมณ์ และครอบครัวสุทธารมณ์ ...ก่อนจะลงจากอาคาร คิดถึงท่านผู้ว่าประจวบฯ ซึ่งเคยเป็นรองผู้ว่าที่เพชรบุรี และเคยร่วมทำงานสนทนากันบ้างที่เพชรบุรี ....จึงแอบถามพี่ๆว่าท่านผู้ว่ากลับยัง...พี่ๆบอกว่ายังและยังพาไปพบกับ ท่านผู้ว่าวีระ ศรีวัฒนตระกูล ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (ท่านผู้ว่ายังแอบกระซิบว่า เด่วเปิดด่านสิงขร อยากให้มาปั่นอีกครั้งจะได้ไหม...ได้ครับๆ ผมตอบ) จากนั้นก้อแชะภาพเป็นที่ระลึกอีกครั้ง...ขณะขอลาจากท่าน ก้อมีน้องผู้หญิงคนหนึ่ง ...พี่ๆ ขอสัมภาษณ์หน่อยซิค่ะ ว่าคิดอย่างไรทำไมถึงปั่นจักรยานมาถวายพระพรถึงที่นี้ค่ะ....จำใจความที่ตัวเองตอบได้ว่า ...อยากแสดงให้พระองค์รับทราบถึงความรักของประชาชนที่มีต่อพระองค์ท่าน เป็นความรักที่ต้องแสดงออก ไม่ใช่เพียงแต่พูดอย่างเดียว.... (ทราบภายหลังว่านักข่าวชื่อน้องกอล์ฟมาจากช่อง ๓) กลับมาดูเวลา 13.10 น. จึงขออนุญาตลาพี่ๆอีกครั้ง โดยต้องรีบไปขึ้นรถไฟกลับเพชรบุรีก่อน ...ปั่นไปสถานีรถไฟหัวหินคราวนี้ ไม่เหนื่อยเลย ....ดีใจ ดีใจอย่างยิ่ง ที่ได้มีครั้งหนึ่ง ที่เราว่ารู้ตัวเองว่าทำอะไร ทำไปทำไม เพื่ออะไร ได้ทำในสิ่งที่ตนเองคิดว่าทำไม่ได้ในอดีต....แต่ยังอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าไม่มีเป้าหมายเช่นวัตถุประสงค์ของโครงการนี้ การปั่น 100 กว่ากิโล ของคนที่ไม่เคยปั่นและไม่ใช่ขาปั่นตัวจริงจะทำได้หรือป่าว?....รึเนี่ยะเองที่เรียกว่า "พลังใจ สำคัญกว่าพลังกาย"

ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
ดร.กรัณย์ สุทธารมณ์ และครอบครัว