วันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2559


First time, Go Abroad to Study on 11-14 Oct.16 @Babson College, Boston American


ได้ไปเรียนมหาวิทยาลัยด้าน ENTREPRENEUR อันดับ1 ของสหรัฐ

ได้ไปสักการะจัตุรัสภูมิพลอดุลยเดช

ได้ไปชมโรงพยาบาลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9 ประสูติ

.....ล้วนเป็นปัจจัยแห่งความตื่นเต้นกับการเดินทางในครั้งนี้ แตกต่างกับครั้งอื่นๆอย่างสิ้นเชิง



วันหนึ่ง หลังจากไปลงพื้นที่ที่ตำบลถ้ำรงค์ ร่วมกับพี่ตุ๊ ฟ้าเริ่มมืด ระหว่างเดินทางกลับไปตลาดดงยาง แหล่งจำหน่ายสินค้าและของดีชุมชน ระหว่างนั้นก็มีสายโทรศัพท์จากพี่หน่อย โทรมาพร้อมบอกว่า กร พี่มีข่าวดี...เดือนหน้า กรว่างไหม...” “ว่างครับพี่ กรตอบ ...เดี๋ยว คุณหนุ่มจะเรียนสายด้วยนะ “… ครับพี่ โดยรายละเอียดที่พูดคุย คือ หลักสูตร ENTERPREUERIAL ภายใต้โครงการ CEDI BABSON Entrepreneurial Leadership Program ในความร่วมมือของ Bangkok University กับ Babson College ซึ่งครั้งนี้ ถือเป็นรุ่นที่ 4 แล้ว และ Babson ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยด้านการสร้างผู้ประกอบการอันดับที่ 1 จากการจัดอันดับขององค์กรต่างๆหลายแห่งในอเมริกา จะได้ความรู้...นำมาช่วยกันพัฒนาชาติบ้านเมือง....คุณหนุ่มกล่าวสรุปทิ้งท้ายไว้ให้

วันเสาร์ที่ 8 ตค.59 หัวค่ำหลังจากการจัดกระเป๋าเพื่อเตรียมอุปกรณ์ เสื้อผ้า (แขนยาว  Sweater) ต่างๆ เสร็จเรียบร้อย (เช็คมาว่าอุณหภูมิเกือบ 5-6 c) จึงรีบออกเดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อขึ้นเครื่องเวลา 23.30 น. ก่อนถึงสนามบินยังไม่วายซื้อกางเกง LEGGING และถุงมือ จาก UNICCO ที่เซ็นทรัลพระราม 2 (เจอพี่คิสนายกโรตารีภูเก็ตด้วย) จากนั้นไปสมทบพี่ร้อย น้องแว่น และพี่บิ๊ก เพื่อเตรียมเดินทางในไฟล์ EK419  กว่าจะออกก็ประมาณ 02.40 น. จากนั้นก้อดูหนังยาว เช่น Alice through the looking glass เป็นต้น จากนั้น 8.30 น. ก็มาถึง สนามบิน Dubai และเตรียมขึ้นเครื่องอีกที 8.40 น. (เวลา Dubai)


วันอาทิตย์ที่ 9 ตค.59 พวกเราก็มาถึงสหรัฐ ประมาณเวลา 14.30 น. จากไทย มาดูไบ 6 ชม. จาก ดูไบมา สหรัฐ อีก 13 ชม. เรียกว่ารวม 19 ชม. และถ้านับรอเปลี่ยนเครื่อง น่าจะประมาณ 24 ชม. (1วัน) พอดีๆ  หลังจากนั้นเตรียมผ่านด่านตรวจคนเข้า จากนั้นเดินตามช่อง เดินตามๆ ฝรั่งไป กลายเป็นไปโผล่ช่องที่ต้องผ่านเครื่อง Automation ต้องคีย์ข้อมูลผ่านด่าน ซึ่งมีจนท.ฝรั่งจะสอบถามรายละเอียดการเดินทางและป้อนข้อมูล พิมพ์ออกมาเป็นสลิปให้เรายื่นจนท. ขณะที่ถาม จนท.ไปกดเลือกประเภทการมาเป็น Business ต่อคิวตั้งนาน ขณะที่พี่ที่มาด้วยไปเข้าช่องนักเดินทางต่างประเทศ ผ่านการตรวจไปทีละคน (ทราบภายหลังว่ามาช่องนักท่องเที่ยวภายในประเทศ) จากนั้นเมื่อถึงคิวเรา จนท.ฝรั่งจึงถามยาวเลยว่ามาทำธุรกิจอะไร เจ้าหน้าที่คนไหนกดเลือกประเภท Business และ Profer.ที่จะไปเรียนชื่ออะไร อธิบายกันยาวนิดหน่อย และจึงบอกว่ามาเรียนระยะสั้น และได้ซื้อตั๋วกลับเรียบร้อยแล้ว จึงปล่อยผ่าน ผ่านมามาบริเวณสนามบินโรแกน ของนครบอสตัน (มองหาที่ขายซิมอเมริกาไม่มีเลย) โชคดีที่ซื้อซิม TOFLY ของ AIS 15 วันในอเมริกา (Unlimited) และได้เข็มมาจิ้มเปลี่ยนซิมจากพี่อำนวย เลยสบายไป



ขึ้นรถตู้คันใหญ่ โดยมีคุณฮิม คนไทยประจำสหรัฐมารับเพื่อไปส่งที่โรงแรม Sheraton Boston ประมาณ 16.00 น. ก็มาถึง ที่นี้ค่อนข้างอยู่ใจกลางเมือง เมื่อนำสัมภาระเก็บ พวกเราก็แยกย้ายเดินเล่นที่ Prudential Center ได้สบายเลย จากนั้นจึงไปทานอาหารที่ร้าน Union Oyster House ซึ่งเป็นร้านเก่าแก่ของที่นี้ และโอบามา ก็เคยมาทานร้านนี้ด้วย จุดเด่น คือ หอยนางรมสดๆ ซึ่งพวกเราก็จัดเต็มกันมาเลย นับเป็นมื้อแรกของที่นี้ ...บอสตัน


วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม 59 ตื่นตี 3 ดูข่าวการผลการปราศรัย 2 rd Presidential Debate ระหว่าง ของ CLINTON กับ TRUMP (รู้สึกว่าดุเดือดพอควร ทีวีทุกช่องออกอากาศหมด ทาง Trump ก็กล่าวพาดพิง ถึงเรื่องประเด็นอีเมล์ที่ถูกลบทิ้ง ทาง Hillary ก็ตอบโต้ ในประเด็นคลิปเสียงในการดูถูกเพศสตรีของ Trump แต่ดูเหมือนจะมีคำถามสุดท้ายที่พิธีกรถามทั้งสองว่า มีอะไรที่ทั้งสองท่านชื่นชมต่อกัน ซึ่ง Trump ก็ชื่นชมในการเป็นนักต่อสู้ที่ไม่ยอมแพ้ของ Hillary ส่วน Hillary ก็ชื่นชมว่า Trump มีลูกที่ดี)

จากนั้นลองโหลดโปรแกรม Amazon.com เพื่อศึกษาเผื่อจะสั่งซื้อสินค้าแล้วให้มาส่งที่มหาวิทยาลัยที่เราเรียน (เพื่อนๆแนะนำจะได้ไม่ต้องเสียค่าจัดส่งของ) จากนั้นลงมาเดินยามเช้าแถวโรงแรม ซื้อกาแฟ Au pon pan เดินชมบรรยากาศรอบเมือง Boston ภายใต้อุณหภูมิ 4-5 c เย็นสบาย เดินผ่าน Copley Place ผ่านพิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด Boston,  Apple shop, Boston Architectural College




จากนั้นพวกเราไปทานติ่มซำที่ ร้านอาหารจีน ที่ร้าน HEI La Moon Restaurant แนะนำโดยน้องบอย เจ้าถิ่นบอสตัน ว่าอร่อยและได้รับความนิยมมาก (อยู่ใกล้วัดจีน) แล้วจึงมุ่งไปช้อปปิ้งที่ Wrentham Village Premium outlets แบรนด์ดังๆมากมาย ที่สำคัญลดกว่า 40%-50% ด้วยอ่ะ เช่น Polo Ralph lauren, Banana Republic, DKNY, Armani Outlet รวมกว่า 60 แบรนด์





ต่อด้วยไปวัดนวมินทรราชูทิศ เฉลิมพระเกียรติ นครบอสตัน สหรัฐอเมริกา เป็น 1 ใน 4 วัดไทยประจำบอสตัน แต่ถือเป็นวัดที่มีขนาดอาณาเขตใหญ่ที่สุดในวัดต่างประเทศที่นี้ บรรยากาศเรียบสงบ สวยงาม ที่วัดจะแบ่งเป็นชั้นๆ มีชั้นสำหรับศาสนพิธี  ที่สำคัญมีพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับในหลวง ร.9 (มีพระราชประวัติ โรงพยาบาลเมาท์ออเบิรน์ อาคารที่พระราชสมภพ สถานที่ประทับเมื่อทรงพระเยาว์ จุตรัสภูมิพลอดุลยเดช รูปภาพของพระองค์หาชมยาก รวมถึงรางวัล และปริญญาที่พระองค์ได้รับพระราชทานจากประเทศสหรัฐ) และห้องสมุดที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา ส่วนชั้น 4 จะเป็นส่วนของพระอุโบสถมีพระประธานองค์ใหญ่ ซึ่งก็จะมีคนไทย คนเกาหลี คนญี่ปุ่น แวะเวียนมาทำบุญกันอย่างต่อเนื่อง










ช่วงบ่าย เข้ามา Check in ที่ Babson Executive Conference Center  (ซึ่งจะเป็นที่เรียนของพวกเราตลอด 11-14 Oct. 16) เป็นส่วนหนึ่ง Babson College ตั้งอยู่ทางตะวันตกของบอสตัน ซึ่งถือเป็นเมืองแห่งการศึกษา มีกว่า 100 สถานศึกษา และนักเรียนกว่า 250,000 คนต่อปี 10% จะเป็นนักเรียนต่างชาติที่มาเรียน สำหรับ Babson เองก็ได้รับการเลือกเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ในสหรัฐ ของการสร้างผู้ประกอบการ ติดต่อกันเป็นปีที่ 21 แล้ว จากนั้นพวกเราก็ทยอยเข้าพัก (เปลี่ยนห้องไป 2 ห้อง ห้องแรกคีย์การ์ดเข้าไม่ได้ ห้องที่สองกุญแจ พัง เลยมาโชคดีได้ห้องที่ 3 มีระเบียงให้สามารถออกไปรับลมได้ด้วย)




วันอังคารที่ 11 ตุลาคม 59 เริ่มเรียนวันแรก ของคลาส โดย Prof. Jay  Rao  Jay ทักทายพวกเราอย่างอารมณ์ดี และกล่าวต้อนรับ พร้อมชี้แจงเป็นขั้นตอนของเรียนว่าเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญไม่ต้องกังวลกับการจด PWP ทางวิทยาลัย ได้จัดให้ทุกคนสามารถเข้าสื่อเว๊ปไซด์ Blackboard ของแต่ละคน ซึ่งสามารถโหลด PWP  หรือ Article ต่างๆ ได้ ขอให้พวกเราทุกคนเข้าใจในหัวข้อต่างๆ เป็นสำคัญ และเราเข้าใจคนไทย และจะพูดไปอย่างช้าๆ ถ้าเร็วไปอย่างไร บอกได้เสมอ (Jay ทิ้งท้ายไว้)






ประเด็นคือ ผมนั่งหน้าริมไซด์เลยยย (ตื่นเต้นจุง) ซึ่งเช้าวันนี้ เรามาเรียนให้เข้าใจถึง หัวข้อ Innovation: Entrepreneurial Though & Action  จากนั้นช่วงบ่าย Jay มาต่อที่หัวข้อ The Dynamics of Innovation ซึ่งระหว่างเรียน ข่าวสารจากเมืองไทย ส่งผ่านทาง line แก่พวกเรา พวกเราก็ต่างหารือในความกังวลเกี่ยวกับพระวรกายของพระองค์ท่านตลอด….

ตอนเย็นมี Cocktail Reception เล็กๆ ให้พวกเราได้ Relax และคุ้นเคยระหว่างอาจารย์และผู้เรียน ที่ทางวิทยาลัยจัดให้ แล้วจึงแยกย้ายพักผ่อน



เช้าวันพุธที่ 12 ตุลาคม ลุกตื่นอัตโนมัติ ตอนตี 3 อีกครั้ง ตั้งใจว่าจะไปถ่ายภาพที่ป้าย Babson College ให้เต็มที่เลย พร้อมกับไปร่วมการไปวิ่งกับพี่ๆ  จากนั้นมาเรียนต่อกับ Prof. Jay (มาเวลา 8.27 น. เกือบสาย) หัวข้อ Entrepreneurial Leadership & Culture of Innovation The VUCAH World ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการยก Case IBM Apple  และมีแบ่งกลุ่ม Discuss ถ้าเป็น Gorilla จะมีกลยุทธต่อสู้กับ Monkey อย่างไร  (มีการเปรียบเทียบธุรกิจเป็นสามระดับ) และช่วงบ่าย เรียนหัวข้อ #CX #UX #XD Innovation วันนี้ ทั้งวัน พวกเราเรียนกันแบบ



 พอเลิกเรียน เจ๊นุช ผู้อำนวยการหลักสูตรก็พาพวกเรา ได้เปลี่ยนรสชาติอาหารบ้าง (คงกลัวเราจะเบื่อ) เลยไปทานร้านอาหารไทย Amarin of Thailand ได้ทานกระเพรา ไข่เจียวแล้ว และแวะศึกษาร้านค้าท้องถิ่น Natick Mall ที่นี้ เราเข้ามาก็พบ บูธของ Amazon.com และพบกับ case Innovation ของ Amazon คือ Echo (179$) Alexa Personal Assistance สุดยอดมากๆ ถามอะไรตอบได้หมด



วันพฤหัสที่ 13 ตค. 59

ลุกตื่นอัตโนมัติ ตอนตี 3 อีกครั้ง ได้มาอ่านข่าวใน FB มีภาพและข่าวทีวีรวมการเฉพาะกิจถ่ายทอดสด โดยตระเตรียมและเริ่มพิธีการเคลื่อนย้ายพระบรมศพ ตอนตี 4 (ขณะที่ทราบภายหลังว่าเวลาที่พระองค์ท่านเสด็จสวรรคต วันที่ 13 ตุลาคม 15.52 น.) ....ลงมาออกไปเดินหน้าศูนย์เห็นฟ้าครึ้ม ซึ่งต่างจากเมื่อวานมากกกก พูดไม่ออก แต่รู้สึกว่าเป็นวันที่สุดจะเอ่ยจริงๆ




กลับมาจึงเข้ามาทานอาหารเลย (กันเผื่อสาย) พบ Prof. Ed Maramm เลยได้คุยว่าเคยดู YouTube และชอบการตั้งคำถามของ Ed ที่ว่า WHAT do you want to do everyday? What should you do everyday? And What do you want to do everyday? แล้วจึงขอตัวไปอาบน้ำ และเข้าห้องเรียนต่อ ในหัวข้อ Surviving & Thriving Through Tumultuous Time ระหว่างเรียนมี Discuss จุดใดที่ควรขายหรือไม่ขายธุรกิจ ถ้าไม่ขายจะใช้กลยุทธ์อะไรต่อสู้





และช่วงบ่าย มาเรียนกับ Prof. Anirudn Dhebar กับหัวข้อ Marketing Leadership มีแบ่งกลุ่มให้ต่อเส้นสปาเก็ตตี้  เชือก กระดาษกาวให้สูงที่สุด และมาวิเคราะห์ว่าทำอย่างไร

พอเลิกเรียน พวกเราจึงได้นัดหมายภารกิจสำคัญ ที่จะไปร่วมงานถวายความอาลัย ที่ King Bhumibol Adulyadej of Thailand Squareจัตุรัสภูมิพลอดุลยเดช (โดยแวะไปทานร้านเวียดนาม ก่อน) พอมาถึง ก็เห็นผู้คนมากมายล้อมรอบจัตุรัส ต่างถือเทียน และรอการประกาศจากผู้นำแกนกลาง และจึงจุดเทียน สักพักต้นเสียงให้สัญญาณ พวกเราทุกคนต่าง ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ด้วยความโศกเศร้า บรรยากาศเป็นไปด้วยความนิ่งเงียบ (จะมีแต่เสียงเพลง จากร้านฝั่งตรงข้าม ที่คงเปิดตามปกติและไม่ทราบว่าเราเกิดอะไรขึ้น)....สำหรับผมแล้ว การมาครั้งนี้ ตั้งใจว่าจะมากราบ จัตุรัสภูมิพลอดุลยเดช ในครั้งนี้ให้เป็นสิริมงคลแก่ชีวิต แต่ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเป็นการกราบในโอกาสอันเนื่องจากความเศร้าโศกแทนที่ ...ดอกไม้จากคนไทยในบอสตัน ถูกสลับหมุนเวียนมาวางถวายความอาลัยอย่างต่อเนื่อง... พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ที่วิเศษสุดของคนไทยจริงๆ(สงบใจนิ่ง)




ขอกราบพระบาทน้อมเกล้าฯส่งเสด็จพระองค์ สู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ณ King Bhumibol Adulyadaej of Thailand Square นครบอสตัน อเมริกา

วันศุกรที่ 14 ตค.  ลุกตื่นอัตโนมัติอีกแล้ววว ตอนตี 3 คราวนี้กลับมาทบทวนเนื้อหาที่เรียนไปทั้งหมด และเตรียมตอบตัวเองว่าได้อะไร และจะนำไปปรับใช้กับธุรกิจ องค์กรได้อย่างไร (และวันนี้อาจารย์ต้องถามแน่เบย) ลงมาทานอาหาร และเข้าเรียนกับ Prof. Les Chamm หัวข้อ Business Model Innovation  โดยมีการแบ่งกลุ่ม ให้ยกตัวอย่างธุรกิจที่จะ Startup จาก  Pain and Gain  รวมถึงประโยคฮิต Steal


…. ส่วนช่วงบ่าย สรุปบทเรียนกับ Prof. Anirudn Dhebar กับหัวข้อ Marketing Leadership : Entrepreneurial Imperative & Discipline and The Discipline of Growth : Minding the Gap และมีประโยคเด็ดคือ Don’t take photograph standing up

จากนั้น พิธีปิดหลักสูตรโดย Prof. Jay กล่าวสรุป และมอบประกาศนียบัตรให้พวกเรา




วันเสาร์ที่ 15 ตค.59  วันนี้ ตื่นค่อนข้างปกติหน่อย คือ 6 โมงเช้า (ร่างกายเริ่มปรับตัวแล้ว) จัดแจงกระเป๋าสิ่งของต่างๆ ให้เรียบร้อย แล้วแอบเอากล้องไปถ่ายรูปจุดๆต่างๆที่ยังไม่ได้เก็บรอบๆ อาคาร แล้วจึงมาทานอาหาร  ... 9.30 น. คือเวลานัดหมาย และเป็นวันที่มีจุดมุ่งหมายที่สำคัญยิ่งของพวกเรา คือ  โรงพยาบาลเมาท์ออเบิรน์ และจัตุรัสภูมิพลอดุลยเดช (ภาคกลางวันอีกครั้ง) เพื่อไปถวายสักการะและน้อมถวายความอาลัย  จาก Babson ประมาณ 1.30 ชม. เราไปแวะเยี่ยมชม Pilgrim Memorial State Park บริเวณชายฝั่งทะเล บริเวณเคยเป็นที่ค้นพบแผ่นดินในยุคแห่งการล่าอาณานิคม ชมร้านค้าของที่ระลึกที่มีของมากมาย และทานกุ้งที่ lobster Hut เมื่ออิ่มก็เดินทางต่อไปที่จุดหมายสำคัญ อีก ประมาณชั่วโมงกว่า พวกเราเข้ามาแวะที่ Star market เพื่อซื้อดอกไม้ (และผมก็เลือก ลิลลี่สีเหลือง) ซักพักก็มาถึง Mount Auburn Hospital ซึ่งบริเวณทางข้างภายในโรงพยาบาลมีผนังที่นำเสนอประวัติของรพ. ที่สำคัญมีกรอบที่ยกระดับแสดงถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กษัตริย์ของประเทศไทยที่ได้ทรงพระประสูติ ที่นี้ และพวกเราก็ได้ถวายดอกไม้กราบสักการะ .....(มีคนไทยทยอยมาวางดอกไม้เรื่อยๆ)



พี่นุช พาพวกเราไปกราบอีกสถานที่ คือ อาคารฝั่งที่พระองค์ประสูติ ซึ่งมีแผ่นป้ายจารึกไว้



จากนั้น พวกเราก็ได้มาที่ King Bhumibol Adulyadej of Thailand Squareจัตุรัสภูมิพลอดุลยเดช อีกครั้ง กราบน้อยถวายความอาลัย ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบนิจนิรันดร์

ก่อนกลับสนามบิน ก็ได้มาแวะเดินชมบรรยากาศของมหาวิทยาลัย และการเรียนของ มหาวิทยาลัย Harvard และ The Massachusetls Institute of Technology (MIT) 


....แม้ว่าจะเป็นช่วงสั้นๆที่ได้มาเยือนสหรัฐเพียง 7 วัน (9-15 ตค.) แต่เป็นช่วงวันเวลาที่ทรงคุณค่าอย่างมาก ทั้งประสบการณ์ความรู้จากการเรียน การได้เห็นสภาพของประเทศ การใช้ชีวิต ภาษา ข้อมูลข้อคิดต่างๆ และที่สำคัญ ได้มาในสถานที่สำคัญของพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระมหากรุณาธิคุณของคนไทยทั้งชาติ ณ เมืองบอสตัน ในช่วงเวลาที่มีความหมายและลึกซึ้ง เช่นนี้



ข้าพระพุทธเจ้าจะนำความรู้ที่ได้เรียน และสัมผัสในวันนี้ ไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง องค์กร และประเทศชาติ ให้ได้

กราบพระบาท ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อมขอเดชะ

ดร.กรัณย์ สุทธารมณ์

นักศึกษาหลักสูตร CEDI BABSON Entrepreneurial Leadership Program รุ่นที่ 4

กรรมการผู้จัดการ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีเพชรบุรี จำกัด

ประธานเครือข่ายธุรกิจ Biz Club Thailand

รองผู้จัดการทั่วไปโรงแรม รอยัล ไดมอน เพชรบุรี

19 Oct.2016











วันพุธที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2559

ดินแดนแห่งความหลากหลาย…เซลลามัต ปากี @Malaysia

ดินแดนแห่งความหลากหลาย…เซลลามัต ปากี @Malaysia (12-15 มีค.59) W/PSS14


      “ประเทศมาเลเซีย” ประเทศที่นำเสนอความหลากหลายของศิลปะวัฒนธรรม และชนชาติแห่งชาวเอเชีย ภายใต้สโลแกน "Truly Asia"

      ซึ่งกาลครั้งหนึ่งเมื่อ 15 ปีที่แล้ว (อายุประมาณ 24 ปี ...นานมากก) ได้เคยมาเยือนครั้งหนึ่ง เพื่อไปศึกษาดูงาน ด้าน Losigitic (ซึ่งเป็นเรื่องใหม่มากๆในสมัยนั้น) กับคณะสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นำโดย คุณธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ด้านเศรษฐกิจและโลจิสติกส์

มาวันนี้ กลุ่ม 8 ซึ่งทำรายงานเกี่ยวกับยานยนต์พลังงานไฟฟ้า และต้องไปดูงานประเทศในกลุ่มประเทศที่มีแนวโน้มในการพัฒนาด้านดังกล่าว “มาเลเซีย - สิงค์โปร์” จึงถูกกำหนดให้พวกเราร่วมกับกลุ่ม 6 กลุ่ม 7 ของหลักสูตรการบริหารเศรษฐกิจสาธารณะสำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 14 (ปศส.14) สถาบันพระปกเกล้า ไปศึกษาดูงาน โดยมีอาจารย์ผู้ควบคุมคณะ คือ “ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และศาสตราจารย์พิเศษ นรนิติ เศรษฐบุตร” …สุดยอดกูรูของประเทศเลยทีเดียว !!!!



เช้าของวันที่ 12 มีนาคม 59 ...พวกเรา นศ.จำนวนกว่า 36 คน จึงได้ทยอยมารวมตัวกัน เพื่อเดินทางโดยสายการบิน TG 415 กรุงเทพ - กัวลาลัมเปอร์ เครื่องออกเกือบ 9 โมง ประมาณ 11 โมง (2ชม.) ก็มาถึงสนามบินกรุงกัวลาลัมเปอร์ ...และผู้ที่รับหน้าที่ทำความรู้จัก ระหว่างเรากับมาเลเซียในครั้งนี้ คือ คุณสักการียา หรือ ไกด์เค้ก และไกด์จิมมี่ ไกด์ชาวมาเลเซีย โดยเริ่มจากการให้ข้อมูลเมืองแรกที่เรานั่งรถผ่าน คือ เมืองปุตราจาย่า (Putrajaya) เมืองราชการใหม่ของมาเลเซีย ที่ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด สร้างให้เป็นเมืองแห่งความทันสมัย และเมืองแห่งอนาคต มีสถานที่สำคัญมากมาย ทั้งส่วน ของ Cyber Space หรือ ที่ตั้งของทำเนียบนายกรัฐมนตรี จากนั้น.... ไกด์ได้พาเราเรียนรู้ภาษามาเลพื้นฐาน อาทิเช่น   “จิ๋ม แปลว่า หอย  พร้อม แนะนำชื่อชาวมาเล เช่น เอาซิยะมันดี หรือ มีรูนะ รอดอมาแงะ  เป็นต้น 18++ ซึ่งก็สร้างความขำขัน เฮฮาให้กับสมาชิกบนรถบัส ฮาครึ้นๆ เป็นทุกครั้งไป จากนั้น ไกด์จึงพาเรามายังสถานที่ท่องเที่ยวแรกในทริปนี้ คือ "มัลยิดปุตรา" เป็นมัสยิดที่มีจุดเด่นที่โดมสีชมพู ก่อสร้างด้วยหินแกรนิตสีกุหลาบ สามารถจุคนได้ถึง 15,000 คน 




...ที่นี้ เราเริ่มที่จะสัมผัสวิถีของคนมาเลที่แต่งกายและเข้ามาทำพิธีทางศาสนาที่นี้ได้ทั้งวัน นอกจากนี้ ได้ไปเที่ยวเก็นต้ิง แหล่งดูดเงินนทท.ที่สำคัญ (ประวัติผู้สร้างเก็นติ้นน่าสนใจมากแต่ท่าจะยาว พักไว้ก่อน) ก่อนจะกลับมานอนในเมือง ที่ Hotel Pudu Plaza



เช้าวันที่ 13 มีนาคม 59 ถือเป็นไฮไลท์กิจกรรมในทริปนี้ของผมก็ว่าได้ (นอกเหนือจากตารางของหลักสูตร) พวกเราตื่นตั้งแต่ตี 4 แต่งตัวครบชุด เพื่อเข้าร่วมการวิ่งมินิมาราธอน 10 Km. ST John Ambulans Malaysia Wilayah Persekutuan (Charity Fun Run 2016) เป็นการวิ่งในต่างประเทศครั้งแรกเบยย ตื่นเต้นมากกก ...พวกเราถูกวอร์มอัพอย่างถูกวิธีจากโค้ชหมอโป๊ะ และโค้ชพี่อุ้ม (มืออาชีพมาก) จากนั้นเสียงสัญญาปล่อยตัว... เส้นทางวิ่งอยู่ในเมืองกัวลาลัมเปอร์ ผ่านเนินสโลปเป็นช่วงๆ ที่สำคัญคือทำให้สามารถสัมผัสความเป็นเมืองได้ใกล้ชิดมาก สองข้างทางมีต้นไม้ใหญ่เกือบตลอดทาง บรรยากาศร่มรื่นมากกก วิ่งไป... เดินไป พี่อุ้มกับพี่หมอก็ชะลอคอยพยุงๆเราไป ต้องขอขอบคุณพี่ๆมาก สุดท้ายก็มาถึงเส้นชัย มารวมตัวกับคณะพี่สาวๆ(พี่นีน่า พี่แจ๋ พี่นิด พี่โอ๋ พี่ด้า พี่อ้อย พี่ตูน พี่เก๋ )... สำเร็จจนได้เย้ เย้ !!!! 


เช้าวันที่ 14 มีนาคม 59 พวกเราได้เข้าพบท่านเอกอัครราชฑูตไทยประจำประเทศมาเลเซีย "ท่านดำรง ใคร่ครวญ" เอกอัครราชฑูตไทย ประจำกัวลาลัมเปอร์มาเลเซีย และคณะ ... โดยท่านฑูตได้กล่าวต้อนรับพวกเราอย่างเป็นกันเอง จากการแนะนำ และกระตุ้นความคิดให้พวกเราว่า 



“ยินดีต้อนรับสู่กัวลาลัมเปอร์…ทั้งนี้คนส่วนใหญ่ที่มาที่นี้ มักจะดูงานประชาคมอาเซียน แต่สำหรับผมแล้ว คิดว่ามาเลเซียถือเป็นประเทศที่มีการตื่นตัวน้อยที่สุด ยิ่งเมื่อเทียบกับประเทศไทยที่รายการ AEC ทุกสัปดาห์ หรือรายการทีวีมีเรื่องของAEC ตลอดมา ...สำหรับประเทศมาเลเซียนั้น มีประชากร 29 ล้านคน มีกำลังแรงงาน 13 ล้านคน อัตราการว่างงาน ร้อยละ 3.2 มีคนไทยมาทำงาน 13,000 คน ภาคประมง 24,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคบริการ 9,749 คน ภาคเกษตร 1,767 คน ภาคก่อสร้าง 922 เพาะปลูก 516 คน โรงงาน 328 และดูแลบ้าน 397 ตามลำดับ  สำหรับการเคลื่อนย้ายแรงงานใน 8 กลุ่มอาชีพนั่น นับแต่ต้นปี 59 มา ยังไม่ปรากฏการเคลื่อนย้าย แพทย์ วิศวกร หรือพยาบาลฯ แม้เพียงคนเดียว จากกระบวนของการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ขณะที่การเคลื่อนไหวของสินค้าในภูมิภาค ซึ่งสินค้า 99 % อยู่ในกรอบ AFTA แล้ว แต่ในความเป็นจริง การขนย้ายสินค้าเกษตรต่างๆ มายังมาเลเซียนั่นยังสามารถทำได้ยากยิ่ง ซึ่งก็ยังคงติดปัญหากฏระเบียบภายในของแต่ละประเทศ (NTB: Non - Tariff Barriers) ส่วนทางด้านประชากรที่นี้ มีถึง 170 ชาติพันธ์ หากแต่คนที่นี้ จะไม่นิยมแต่งงานข้ามชาติพันธ์กัน คนมุสลิม ก็จะไม่แต่งงานกับคนคริสต์ คนมาเล คนจีน ก็ไม่แต่งงานกับคนอินเดีย เป็นสังคมพหุภาคี คนจีนในระดับกลางเอง เริ่มถูกจำกัดบทบาทมากขึ้น ทั้งในการรับราชการก็จะมีการกั้นพื้นที่ให้คนมาเลก่อน (70%) หรือเช่นการออกหุ้นก็ต้องจำหน่ายหุ้นในราคา Par แก่คนมาเลเซีย 30 % เป็นต้น ...ส่วนเรื่องที่เป็น Hot Issue ที่คนมาเลเซีย กล่าวถึงสังคม ได้แก่ 

1. ข้อกล่าวหาการทุจริตของนายกรัฐมนตรีราจิ๊ป ที่เกี่ยวพันกับตัวเลขถึง 700 ล้านดอลล่าห์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นเรื่องช๊อกสังคมชาวมาเลเซียอย่างมาก โดยเฉพาะกับสมมติฐานของปชช.ที่คิดว่านายกรัฐมนตรีทุกคนเป็นคนดี ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะจบลงอย่างไร
2. สภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ โดยศก.ของมาเล ที่มีการพึ่งพารายได้จากปิโตเลียมเป็นหลัก ซึ่ง 1 ใน 3 ของรายได้งบประมาณของประเทศนั้นล้วนก็มาจากปิโตเลียม มีเพียง 60 % ที่มาจากการเก็บภาษี ขณะที่ราคาน้ำมันปัจจุบันกลับลดลงเหลือเพียง 1ใน 4 ของที่ควรจะเป็น รวมถึงเศรษฐกิจของมาเลก็มีการพึ่งพาตลาดประเทศจีนเยอะมาก ขณะที่การส่งออกปัจจุบันเกือบจะเป็น 0 ซึ่งส่งผลไปกับประชาชน ทำให้รัฐบาลมีการลดการอุดหนุนจากบริการของรัฐที่เคยให้ ตัด/ลด กว่า 20 รายการสิทธิประโยชน์ รวมถึงมีการจัดเก็บภาษีบางอย่างเพิ่มขึ้นอีกด้วย
3. เป้าหมายของที่จะเป็นที่พัฒนาแล้ว ในปี 2020 ซึ่งก็ถือว่าได้พัฒนาไปมาก และอาจสังเกตได้จากการขับรถจากด่านสะเดา ลงไปทางใต้ของมาเลเซีย ก็จะทำให้เห็นได้ชัดเจนมากกว่าประเทศนี้ ได้พัฒนาไปได้เยอะมากจริงๆ เรียกว่าคนที่นี้หายใจเป็น 2020 กันเลยทีเดียว
4. กระแสของการก่อการร้ายที่มีการขยายตัวในประเทศต่างๆ ซึ่งมาเลเซียให้ความสำคัญอย่างมาก จะมีการตรวจตราตามพื้นที่ต่างๆ หากด้วยเพราะคนที่นี้มีความอ่อนไหวกับเรื่องนี้มาก มีการดำรงอยู่ของคนในหลากหลายเชื้อชาติ 

สำหรับด้านการค้าของธุรกิจไทยในประเทศมาเลเซีย จะเห็นว่าคนไทยไม่ค่อยมาค้าขายที่นี้เท่าไรนัก อาจจะเป็นข้อจำกัดในด้านภาษาและการลงทุนในประเทศนี้ หากแต่โอกาสของซื้อขายสินค้ายังมี ซึ่งสามาถผ่านทางธุรกิจของคนจีนที่นี้ เพราะที่นี้ไม่ค่อยมีการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคแล้ว ภาคการเกษตรก็ไม่มี มีแต่การปลูกโกโก้ ปาลม์น้ำมัน และข้าวเท่านั้น อีกส่วนหนึ่งคือการขายชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ให้แก่อุตสาหกรรมรถยนต์ที่นี้ ก็ยังคงมีความเป็นไปได้ แต่ที่น่าสนใจที่สุดคือการใช้ตลาดมาเลเซียในการจัดส่งสินค้าฮาลาลไปยังโลกมุสสิม... ท่านฑูตกล่าวให้มุมมองทางธุรกิจที่น่าสนใจเพิ่มเติม

          กล่าวโดยสรุป สำหรับประเทศนี้ เชื่อว่ายังคงมีอารายที่น่าศึกษาเป็นอันมาก ประเทศที่มุ่งมั่นสู่การจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว 2020 เป็นประเทศที่มีแผนในการพัฒนาที่ชัดเจน ทั้งการขยายตัวของอุตสาหกรรมใหญ่ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ ผสานไปกับความหลากหลายของเชื้อชาติวัฒนธรรม ในขณะที่กำลังจะเพิ่มบทบาทของประเทศที่เชื่อมต่อกับโลกมุสสิม เหล่านี้ ล้วนเป็นความท้าทายของประเทศไทยเช่นกัน ว่าจากนี้ เราจะขับเคลื่อนประเทศต่อไปอย่างไร "มิใช่ให้ก้าวตามให้ทัน แต่ก้าวอย่างไรให้แซง...." คงต้องช่วยกันจากนี้ ของคนทุกภาคส่วนของประเทศเรา ต่อไป





ส่งท้ายทริป..มาเลเซีย ด้วยการร่วมดื่มด่ำบรรยากาศ Roof Bar พร้อมเฉลิมฉลองวันเกิดพี่ใหญ่แห่ง Fly Now ชมวิวตึกแฝดที่ Marini's on 57 
สุดยอดจริงๆ 





(ฉบับหน้า พบกันในทริปสิงค์โปร์ต่อ)





วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2558

หลวงพระบาง…มนต์เสน่ห์ แห่งวิถี และธรรมชาติ

หลวงพระบาง…มนต์เสน่ห์ แห่งวิถี และธรรมชาติ  



“หลวงพระบาง” เมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและที่ยังคงวิถีชีวิตของประเทศลาว แหล่งท่องเที่ยวจุดมุ่งหมายของนักท่องเที่ยวที่จะไป Slow life ที่นี้ …และคิดในใจเสมอว่าสักวัน จะต้องมาที่นี้ให้ได้ (แค่คิดก้อชิวแล้ว) :)

อีกไม่กี่ชั่วโมงก็ 6 โมงเช้า ซึ่งก็ต้องเดินทางไปขึ้นเครื่องที่สุวรรณภูมิ แล้ว (เพชรบุรี -กรุงเทพ) …เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและเข้าใจ พื้นที่ ขนบธรรมเนียมแบบเร่งรัดที่สุด… หนังเรื่อง “สะบายดี หลวงพระบาง” ใน Youtube จึงถูกนำมาดูครั้งแรกก่อนนอน จนกระทั่ง ตี 1 ครึ่ง จึงได้ล้มตัวนอน…


9 ตค. แปดโมงเช้า เพิ่งจะถึงด่านทางด่วนที่พระราม 2 ....แนวโน้มกับการตกเครื่อง กำลังจะเกิดขึ้นครั้งแรก….“พี่ตุ้มๆ..พี่เคยตกเครื่องไหมเนี่ยะ” ผมถามบัดดี้ร่วมทาง ขณะที่เบื้องหน้าบนถนน เต็มไปด้วยรถที่จอดและเคลื่อนตัวช้าๆ เต็มพื้นที่บนทางด่วน ท่ามกลางฝนตกปรอยๆตลอดทาง ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั้น แข็งใจ ค่อยๆขับลัดเลาะริมถนนไป พี่ตุ้มก็พยายามร้องเพลงกลบเกลื่อนความเครียด พอเลยสะพานแขวน…จึง ค่อย ยาง ชั่ว….และสุดท้ายเราก้อมาทัน 9 โมง ก่อนที่ขึ้นเครื่อง 10 โมง (PG941 Bangkok Airways ตั๋วไปกลับ 10,550 บาท) จากนั้นคณะ SME Advance Gang จึงมารวมกันอีกครั้ง (นำโดย พี่มินท์ชี้ช่องรวย พี่เปิ้ลเบ็นซ์ ดาน้ำสะอาด ตุ้มข้าวตัง และผม กรไดมอน)


เพียง 2 ชม. ก้อมาถึง “สนามบิน Luang Prabang International Airport” จากนั้น ชีวิตการท่องเที่ยวของพวกเรา จึงถูกกำหนดโดย “อ้ายทอง” ไกด์ลาวคนขับรถคนนี้ “สะบายดี” คือคำทักทายแรกที่พบกันที่สนามบินนี้ พวกเราลงขันรวมกันคนละ 600  บาท (ประหยัดมากก) เพื่อแลกเงินกีบในอัตรา (230 กีบ ต่อ 1 บาท) จากนั้นจึงค่อยมาศึกษาโปรแกรมที่พี่มินท์เตรียมมา บระเจ้า วันแรก ก้อวัดกว่า 5 แห่ง เราเริ่มสต๊าฟด้วยอาหารมื้อแรก…@หลวงพระบาง “…ขอเป็นแบบริมน้ำโขงหน่อยได้ป่าว” เสียงเรียกร้องขอความประทับใจกับอ้ายทอง  ซึ่งอ้ายทองก็พาเรามาที่ร้านอาหารติดริมโขง ตามที่ตั้งใจ เพียงมื้อแรก จัดไป  ส้มตำลาว ปลาปิ้ง ไส้อั่ว ไก่ทอด แกงโฮ่ะ และเครื่องดื่มสารพัดสิ่ง ซึ่งพบว่าคนที่นี้ น้ำผลไม้ปั่นมีใส่กะทิไปด้วย 284,000 กีบ (1,200 บาท)

อิ่มอร่อยแล้ว จึงมาจิบชิวกาแฟกันที่ร้านนิยมของชาวต่างชาติ ณ ที่ลาวนี้ นั่นคือ “JOMA” ร้านที่นี้ ตกแต่งคลาสิค เบอเกอรี่ที่ทำสดใหม่ทุกวัน โดยมีภาพเซ็กซี่ Signature ที่ใครมาก้อต้องถ่ายกับภาพนี้


เพลิดเพลินกับมุมถ่ายภาพต่างๆ มากมาย จึงค่อยเคลื่อนตัวไปท่องเที่ยว จุดแรกที่เก็บ คือ ย่านการค้า “ตลาด Dara Market” ที่นี้จะเป็นตลาดไฮโซ นิดหนึ่ง คนเดินไม่เยอะ แต่สินค้า(เครื่องเงิน) พอเชื่อใจได้ (อ้ายทองบอก) ราคาอาจแพงกว่านิด ซึ่งจะถูกเปรียบเทียบกับ ตลาดโชสิน ที่อยู่ถัดไป (ราคาจะถูกกว่า) สินค้าส่วนใหญ่เป็นผ้า เครื่องเงิน และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ที่นี้ผมได้เสื้อผ้าฝ้ายหลวงพระบางมาหนึ่งตัว ประมาณ 170 บาท“วัดวิชุนราช” ที่นี้มีสัญลักษณ์ที่เด่นคือ เจดีย์ทรงคว่ำ และในอุโบสถมีพระไม้ เก่าแก่กว่า 700-800 ปี จำนวนมาก เราต้องชำระค่าเข้าคนละ 20,000 กีบ (ประมาณ 86 บาท) สักการะพระในอุโบสถเพื่อเป็นสิริมงคลแล้ว เดินถัดมานิดเดียวรั้วติดกัน ก็มาถึงวัดที่ 2 ของเรา คือ “วัดฮารามอุตะมะทามิ” ที่นี้เราสักการะข้างนอกพระอุโบสถ (เพราะเก็บตังค์อีกแย้ว) เดินชมบรรยากาศวัด ก็ตกลงว่าขอไปวัดไฮไลท์ที่ทุกคนต้องมาเมื่อมาถึงหลวงพระบาง เลยแล้วกัน นั่นคือ “วัดเชียงทอง” ณ  เวลา 17.00 น. ก็มาถึงด้วยเกรงว่าพิพิธภัณฑ์จะปิด อ้ายทองบอกให้เราไปชมก่อน (ถ้าถ่ายรูปอย่างงี้ เด่วพิพิธภัณฑ์วัดปิดกันพอดี) แต่อ้ายทองก็ไม่ลืมที่ชี้ท่าน้ำหน้าวัดและบอกเล่าให้พวกเราว่า ท่าน้ำที่นี้ คือ บางส่วนบางตอนของฉากในหนังเรื่องสะบายดี เป็น ซ็อคเด็ดของหลวงพระบางที่คนมักตามรอยกันมาเช่นกัน เข้าชมพิพิธภัณฑ์ หน้าบานมีลักษณะการแกะสลักลวดลายไม้ปิดทองที่สวยงามมาก ข้างในมีโกฐสำหรับเก็บอัฐิของกษัตริย์และพระพุทธรูปน้อยใหญ่จำนวนมาก จากนั้นอ้ายทองได้แนะนำให้เราไปสักการะ “พระม่าน” พระคู่วัดที่เป็นที่เคารพนับถือของชาวหลวงพระบาง มีลักษณะเป็นทองคำแท้ ปีหนึ่งๆจะเปิดให้บุคคลทั่วไปกราบสักการะแค่ปีละครั้ง แต่ครั้งนี้พิเศษสุด เมื่ออ้ายทองรับอาสาคุยกับเจ้าอาวาสขอให้พระมาเปิดทำให้พวกเราได้มีโอกาสกราบสักการะเพื่อเป็นสิริมงคลได้อย่างใกล้ชิด เรียกว่าชื่นมื่นกันไปตามๆกัน


เดินไปอีกนิดจะพบศาลาข้างๆ ซึ่งมีพระนอนองค์ใหญ่ และพระพุทธรูปขนาด 10 หน้าตัก ตั้งอยู่ ให้ทดสอบคำอธิษฐาน ถ้าสำเร็จจะยกพระขึ้น และถ้าไม่สำเร็จจะยกไม่ขึ้น (ผมอธิษฐานเกี่ยวกับธุรกิจ ซึ่งก็ยกขึ้นเหมือนกัน แต่ก้อหนักนะ) อ้ายทองพยายามจะเร่งให้พวกเรามารวมที่ศาลาใหญ่ ซึ่งบอกว่าจะมีพิธีสวดมนต์ต่างๆ อีกทั้งวันนี้โชคดีที่มีคณะทัวร์จากฝรั่งเศส ที่ปีหนึ่งจะมาหนหนึ่ง (จริงป่าวไม่รู้) ซึ่งทางวัดจะมีพระมาทำพิธีบายศรีสู่ขวัญ มีการผูกข้อมือโดยผู้เฒ่าผู้แก่ของหลวงพระบาง และพวกเราก็เนียนๆกับเขาไป  พิธีของเค้าก็อบอุ่น น่ารักดี …เมื่อเคลื่อนตัวเยอะ พลังงานก็ถูกใช้เยอะเริ่มหิว เสร็จพิธี พวกเรามุ่งหน้าสู่โรงแรมเพื่อไปเก็บของ ที่พักทั้งสองคืนของเรา @หลวงพระบาง ก็คือ “The Belle Rive” ก่อนจะมุ่งไปที่ “ตลาดมืด Night Market”  รถตู้โดยอ้ายทอง มาจอดทิ้งให้พวกเราได้เดินตามสบาย โดยบอกแผนผังของพื้นที่ตลาดนัดให้เราพอทราบพิกัด  เพียงร้านแรกที่พวกเราเจอ ร้านเสื้อแบกะดิน จัดกันไปเลยกับเสื้อ ข้อความหลวงพระบางคนละตัว (230,000 กีบ เรียกว่าไม่ต้องดูร้านอื่นๆกันเลย) เดินชมพร้อมตื่นเต้นไปกับสินค้าที่วางสองข้างทาง ทั้ง ภาพเขียนสไตล์ศิลปินลาว กระบอกไม้ไผ่ใส่มือถือ งานผ้าซิ่น ผ้าปูเตียงถักลายมือ เครื่องเงินรูปแบบต่างๆ จนมา…แปลกตา กับ ขวดสุรา (เหล้าดอง) ที่ข้างในมี งู แมลงป่อง ตะขาบ ฯลฯ (นึกว่ามาที่ห้องทดลองวิทยาศาสตร์)  มารับทราบภายหลังว่า ที่นี้ว่าคนลาว เค้าไม่ทานกัน แต่จะทำไว้ขายนักท่องเที่ยวชาวจีน ญี่ปุ่น เป็นหลัก  จากนั้นก้อมาที่ซอยตลาดบุฟเฟ่ต์ มีร้านค้าหลากหลาย ทั้งขายแบบกับข้าว ร้านส้มตำ และร้านแบบบุฟเฟ่ต์ จานละ 40 บาท (ตักได้ไม่อั้น) ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยว Backpack ที่นี้ พวกเราเลือกที่จะสั่งจากร้านต่างๆมากกว่า  ปลาปิ้ง ส้มตำ …และเริ่มลิ้นลองเบียร์ลาว ครั้งแรก ณ ที่นี้  อิ่มอร่อยจึงนั่งรถสามล้อกลับรร. (คนละ 40 บาท)


คืนนี้ ผมพักห้องเลขที่ 3 ห้องพักคืนนี้ผม มี 2 ชั้น พื้นที่ไม่เยอะแต่ออกแบบได้ดี มินิบาร์ทานได้หมด (เพราะรวมค่าห้อง)ไปแล้ว ที่สำคัญมองซ้ายมองขวา เปิดทุกบาน “ที่นี้ ไม่มีทีวี” ดีจัง….ไม่ต้องดู

10 ตค.58 …ตื่นเช้ามาด้วยความสดใส ตามนัดหมาย 9 โมงเช้า มองเบื้องหน้าเป็นวิวแม่น้ำโขง อากาศเย็นสบายๆ พวกเราปรับตัวให้สอดคล้องกับบรรยากาศ โดยใส่เสื้อหลวงพระบางกันทุกคน ลงมาลิ้มลองอาหารเช้าของโรงแรม ริมโขง (Full Set) เต็มอิ่มกันแล้ว  อ้ายทองก็แนะนำว่า อยากให้ไปพระราชวัง (พิพิธภัณฑ์ลาว) เพราะจะปิด 10 โมง กว่าจะไปถึงพระราชวัง ปกติเดิน 10 นาที ก็จะถึง แต่พวกเราใช้ระยะเวลากว่า 40 นาที (ถ่ายรูปตลอดทาง) เข้าไปเราก็ไปดูโรงละครพระลักษณ์-พระราม ซึ่งอยู่ด้านซ้ายก่อน (แถมแวะให้อาหารปลา)  ก็ทราบว่าพระเทพเสด็จมาที่นี้หลายครั้ง จากนั้นจึงเข้าพิพิธภัณฑ์ (เสียค่าเข้าเช่นเดิมคนละ 30,000 กีบ เกือบร้อยบาท) ซึ่งเป็นพระราชวังเก่าของพระศรีสว่างวงศ์ (พระมหากษัตริย์แห่งหลวงพระบาง) และพระศรีสว่างวัฒนา (ผู้ลูก) ซึ่งเคยประทับอยู่ที่นี้ จบสิ้นพระชนม์ ชมห้องหับต่างๆ พร้อมของที่ระลึกจากการเจริญสันติไมตรี ของเจ้าลาวกับนานาประเทศมากมาย


จึงมาแวะสักการะ “พระบาง” พระพุทธรูปประจำเมืองหลวงพระบาง ณ หอพระบาง (ซึ่งอยู่ด้านขวาของพิพิธภัณฑ์)
จากนั้นจึงเดินทางไกลเพื่อไป “น้ำตกตาดทอง” ระยะทางกว่า 30 กิโลเมตร ระหว่างทางพบกับขบวนรถคณะขนศพ ซึ่งคุณอ้ายทอง บอกว่าการเจอศพ คนลาวถือว่าโชคดี (วันนั้นเราเจอ 2 ขบวน อ้ายทองบอกโชคดีมากๆ) แวะทานอาหารเพิ่มพลังก่อน ไก่ย่าง ส้มตำ น้ำมะพร้าว ที่หน้าน้ำตก ส้มตำอร่อยอ่ะ  แต่น้ำมะพร้าวเปี้ยวไปหน่อย  (ค่าเสียหาย 270,000 กีบ) จากนั้นจึงเดินทางขึ้นอุทยานฯ ผ่านศูนย์ดูแลหมี เห็นหมีหลายตัวเลยได้ที่นี้ จากนั้นเดินขึ้นผ่านแต่ละชั้นของน้ำตก สังเกตน้ำที่ไหลผ่านเป็นชั้นๆ ช่างดูบริสุทธิ์สะอาดจริงๆ จนไปถึงชั้นบน …รับรู้ความสดชื่นได้ทันทีจากละอองน้ำ ที่แผ่กระจายเต็มพื้นที่ สะพานหน้าน้ำตก (เรียกว่าถ้าจะถ่ายรูป กล้องทุกตัวต้องโดนน้ำแน่ๆ) จากนั้น จึงเคลื่อนขบวนไปค้นพบของดี เมืองหลวงพระบาง นั้นคือ ศูนย์การค้าเครื่องเงิน และศูนย์จำหน่ายหมู่บ้านผานม ศูนย์ทอผ้าผ้าซิ่นทอมือ โดยใช้กระตุกจากภูมิปัญญาของลาวในการทอผ้าเนื้อดี (ผมเองซื้อไปผืนหนึ่ง 180 บาท) ลวดลายเหมือนทางอีสานบ้านเรา  จำหน่ายโดยคนเฒ่าคนแก่ หลวงพระบาง
จากนั้น สถานที่ที่ไม่ไปไม่ได้ ไม่มาเหมือนมาไม่ถึงหลวงพระบาง “พระธาตุพูสี” เพียงเดินขึ้นบันไดทางขึ้นเขาเพียง 328 ขั้น เพื่อไปนมัสการ พระธาตุศักดิ์สิทธิ์ศูนย์รวมจิตใจของชาวหลวงพระบาง (ท่ามกลางฝนซิมๆ) ด้วยร่างกายที่เข้มแข็งของทีมงาน จึงเดินขึ้นได้โดยไม่ลำบากน้อยเลยจริงๆ (เหงื่อแตกเบย) เดินชมรอบทิวทัศน์เมืองหลวงจากตำแหน่งพระธาตุได้เพียงน้อย ฝนก็ตกมากกก พวกเราจึงได้เข้าไปอยู่ในวิหารเพื่อหลบฝน โชคดี มีคณะคนไทยเข้ามาด้วย “..เอาพวกเรา สถานที่นี้เป็นสถานที่ศึกดิ์สิทธิ์ขอให้พวกเราตั้งใจภาวนา และสักการะ พร้อมกล่าวบทนมัสการพระ พร้อมกัน” คณะคนไทยกล่าวนำ…พวกเราจึงเนียนๆ ร่วมสวดมนต์ไปพร้อมกัน พร้อมกล่าวต่อว่า “… ขอให้พวกเราเจริญสตินั่งสมาธิสงบจิตใจสัก 5 นาที” (ในใจโชคดีจุงมีคนนำด้วย ไม่งันพวกเราคงจะไหว้ๆ ผ่านๆไป)
ท่ามกลางฝนตกหนัก ยังแวะตลาดคนเดิน ร้านค้าสองข้างทาง เจ๊ตุ้มและเจ๊เปิ้ลของผม จัดหนัก ไปซื้อเสื้อแบรนด์ต่างชาติตาน้ำข้าว จัดไปตัวละ สี่แสนกว่ากีบ คนละตัวสองตัว (กลับขึ้นรถ นั่งเงียบ ตกลงซื้อไปตัวละ 2 พันกว่าบาทได้ไงฟ่ะ) จากนั้นมุ่งหน้าไปร้านอาหารมื้อเย็นของเราคืนนี้ อ้ายทองบอกว่า จัดเป็นแบบเซต คนละ 250 บาท (มีอาหาร 5 อย่าง) เมนูเด็ด คือ สาหร่ายน้ำไหล  ปลาสมุนไพร และแกงต่างๆ
จากนั้นสาวๆอยากไปเต้นบาสโลบ อ้ายทองจึงพาไปบาร์ในเมือง ที่นี้ เต็มไปด้วยผู้คนหลากหลาย ทั้งเด็กสาว และผู้สูงอายุ ฟังเพลงลาวกันไป จากนั้นถึงคิวทำนองเพลงบาสสโลป จึงดึดดูดสาวๆทีมผมลงไปที่ฟอรน์หมดเลย …

ยัง ยังไม่พอ เพื่อให้ครบถ้วน …ไป ไป อ้ายทองพาไปเธคลาวหน่อย….U Bar คือเป้าหมายต่อไปของพวกเรา และเราก็ได้พบ “พี่ตูนMiror ” ที่นี้

11 ตค. ตีสี่ ตื่นเช้า อาบน้ำเพื่อลงมาตามนัดหมายตี 5
ไปใส่ทำบุญ “ตักบาตรข้าวเหนียว” หน้าวัดแสนสุขาราม       อ้ายทองแจ้งให้เราสวมผ้าสไบพาดไหล่ ทั้งผู้ชายและผู้หญิง พร้อมแนะนำวิธีใส่บาตร ให้ปั้นข้าวเหนียวเป็นก้อนเล็กๆ และขนมค่อยใส่ เมื่อข้าวเหนียวใกล้หมด  แต่ให้เหลือข้าวเหนียวติดกระติบไว้หน่อย (เพื่อสำหรับนำไปถวายพระ และวางไว้เจดีย์) …เพียงไม่นาน ขบวนพระสงฆ์ จำนวนเป็นร้อย เดินมาอย่างต่อเนื่อง เรียกว่าใส่เกือบไม่ทัน (ต้องมีสมาธิมากๆนะคับ ใส่จนข้าวเหนียวหมด ต้องขอข้าวเหนียวเพิ่มอีกกระติบ)
ใส่เสร็จ อิ่มบุญไปตามๆกัน …จึงเดินเที่ยวชมวัด วัดใกล้ๆ อีกวัด คือ วัดใหม่พูวันพูมาราม ซึ่งอยู่ติดกับพระราชวัง วัดที่นี้เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชบุญทัน ซึ่งปัจจุบันเป็นโรงเรียนปริยัติธรรม ถัดไป อ้ายทองเดินพาเข้าซอยข้างวัด เพื่อชมตลาดยามเช้า ชมวิถีชีวิต ตลาดที่นี้รวมทุกอย่าง ตั้งแต่ ข้าวสาร ปลาแม่น้ำ นก อาหารการกิน เครื่องปรุง ทุกชนิดทุกอย่าง….(ที่ตกใจ เห็นการซื้อเป็ดตัวโต ถูกจับในถุงพลาสติก)  เดินจนสิ้นถนน ข้ามไปอีกฟาก ไปพบกับ กาแฟลาวต้นตำรับ จาก “ร้านประชานิยม” ลิ้มลองกาแฟลาวโบราณ (ขมปี้) ข้าวต้ม และข้าวจี่ (ขนมปังบาร์เกตต์) อร่อยดี  ….กลับมาโรงแรม มาปั่นจักรยานริมโขง (เป็นอีกโปรแกรมที่สุดยอด ที่สามารถสร้างได้ด้วยตัวเองจริงๆ) อากาศดีมากกก ชมวิถีริมน้ำโขง สบายเบย….
จากนั้น ก่อนขึ้นเครื่อง พวกเราหารือว่ามีที่ใด ให้พวกข้า ได้ไปแอ่วอีก ตกลงได้จึงไปศูนย์ผ้าทอผ้าแบบสมัยใหม่ (Ock Pop Tok) ซึ่งมีผู้ร่วมทุนจากทั้งฝรั่ง และชาวลาว ที่นี้ออกแบบได้ครบวงจรมาก ทั้งจุด Display การทอผ้า จุดย้อม และจุด Workshop รวมถึงร้านค้าสินค้าสำเร็จรูปที่เด่นด้านดีไซด์ (ราคาแพงกว่าศูนย์ผ้าท้องถิ่น 5-6 เท่า) จากนั้น กลับมากินร้านเฝ้อเจ้าดัง หน้าวัดแสนสุขาราม ที่เป็นที่นิยมของทั้งชาวลาวและนักท่องเที่ยว....ลองลิ้มกันไปทั้งเฝ้อ เนื้อ เฝ้อหมู ชามละ 80 บาท) สุดยอดดดดแห่งความอาหร่อย อาหร่อยยยยจริงๆ….น้ำซุปที่หอมหวาน และเนื้อที่นุ่มลิ้น

ลมหนาว พัดผ่านมา…..โดยรวมแล้ว ผมชอบที่นี้มากเลยทีเดียว ทั้งอุปนิสัยและบุคลิกคนที่นี้ ที่มีความเป็นมิตรสูง การเดินทางที่สามารถปั่นจักรยานท่องเที่ยวได้รอบเมือง  รูปทรงอาคารบ้านเรือนที่มีสไตล์แปลกตา (สไตล์ฝรั่งเศส) วัดวาอารามที่มีลวดลายศิลปะที่น่าสนใจ อาหารการกินที่บริสุทธิ์ (โดยเฉพาะผักไม่ใส่ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง) และมีรสชาดคล้ายคลึงกับบ้านเรา (ส้มตำ ไก่ย่าง) แม้ว่าราคาสินค้า ค่าครองชีพที่นี้จะไม่ถูกมาก แต่ถ้าเทียบกับ ความบริสุทธิ์ทางธรรมชาติของที่นี้ ซึ่งสามารถที่จะบำบัดธาตุกายภายในร่างกายและจิตใจของผมได้ดีทีเดียว ถือว่าคุ้มค่ากับการเดินทางมามากๆเลย


พบกันใหม่  หลวงพระบาง ขอบคุณหลายๆเด้อ (เด้อ  More Politely) ….